สับสน ผิวแพ้ง่ายและผิวระคายเคืองง่าย

Posted by in ความงาม on กรกฎาคม 3, 2016 Comments off

คุณกำลังสับสนระหว่าง ผิวแพ้ง่าย และ ผิวระคายเคืองง่ายอยู่รึเปล่า ลองอ่านบทความนี้ดูค่ะ

คัดลอกมาจากบทความของฟาร์มาบิวตี้แคร์ และเวบบลอกของ blogger ชื่อดัง คุณ Pupe So Sweet

เป็นคำอธิบายเรื่องผิวแพ้และระคายเคืองที่ดีมากๆ ลองอ่านกันดูนะคะ


 

  • ความจริงเกี่ยวกับความผิดปกติจากการใช้เครื่องสำอาง (cr.เรียบเรียงโดยฟาร์มาบิวตี้แคร์)

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเมื่อเกิดการแสบ คัน หรือแดง หรือความผิดปกติจากการใช้เครื่องสำอางจะเป็นการแพ้ไปทั้งหมดซึ่งในความจริง แล้วเมื่อเกิดอาการดังกล่าว ส่วนใหญ่มากกว่า 80-90 % จะเป็นการระคายเคือง ที่เหลืออีก 10-20% เท่านั้นที่เป็นการแพ้จริงๆ

อาการผิดปกติจากการใช้เครื่องสำอางมี 2 ประเภทหลักๆ คือ

1. การระคายเคือง ในทางการแพทย์ใช้คำว่า Irritant contact dermatitis : พบได้ 80-90% และมักเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ที่ใช้ ไม่ใช่เฉพาะเราคนเดียว  อาการนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อผิวสัมผัสกับสารหรือสภาวะที่ก่อให้เกิดการระคาย เคือง เช่น สภาวะความเป็นกรด/ด่างมากเกินไป ร้อน/เย็นเกินไป ใช้สารเคมีหรือเครื่องสำอางที่ทำให้ผิวแห้ง มีส่วนผสมสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายเป็นปริมาณมากหรือใช้ติดต่อ กันเป็นเวลานาน อาการแสดงของการระคายเคือง เช่น มีผื่น แดง และถ้ารุนแรงก็เป็นตุ่มน้ำได้ โดยอาการผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นบนบริเวณที่ทาเท่านั้น ไม่ลามไปส่วนอื่นการระคายเคือง ขึ้นกับ

– ความแข็งแรงและสมบูรณ์ของผิวตอนนั้น : คนที่มีผิวแห้ง ลอก ผิวชั้นนอกขาดความสมบูรณ์ เรียงตัวไม่เป็นระเบียบ กัดหน้ามาตลอด มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการระคายเคืองได้ง่ายกว่าคนทั่วไป- ปริมาณที่ใช้ : ทามาก ระคายเคืองมาก ทาน้อย ระคายเคืองน้อย หยุดใช้อาการก็หายไป

– ระยะเวลาที่ใช้ : ใช้ติดต่อกันนานมาก แรกๆไม่ระคายเคือง ใช่ต่อสักพัก ก็สะสมและระคายได้

– การดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง : แรกๆใช้ไม่เป็นไร ต่อมาไปทำ laser  ไปตากแดด ไม่ทากันแดด  หรือไปทำอะไรก็แล้วแต่ให้ผิวชั้นนอกขาดความสมบูรณ์  ก็ทำให้ระคายเคืองได้

2. การแพ้  ในทางการแพทย์ใช้คำว่า Allergic contact dermatitis : พบได้ 10-20% (พบได้น้อยกว่าอาการระคายเคือง) การแพ้เป็นปฏิกิริยาส่วนบุคคล ผิวของแต่ละคนก็แพ้สารแตกต่างกันไป การจะรู้ว่าตนนั้นแพ้สารเคมีตัวไหน ต้องทำการทดสอบในห้องแลบของ รพ. เรียกว่าการทำ patch test คำถามที่ว่า ครีมนี้หนูใช้ได้มั๊ย ใช้แล้วจะแพ้มั๊ย ไม่มีใครตอบได้ หมอที่เก่งที่สุดในโลกก็ตอบไม่ได้คะ นอกจากจะลองใช้และลองแพ้ดูสักครั้ง การไปทำ patch test  เพื่อเทสต์หาสารที่แพ้ก่อนเป็นเรื่องที่ดี จากนั้นก็ค่อยมาเลือกเครื่องสำอางว่ามีสารที่แพ้ผสมอยู่มั๊ย ถ้าไม่มีก็ใช้ได้ แต่ถ้ามีก็ไม่ต้องซื้อ กันไว้ดีกว่าแก้

*** patch test คือ การทดสอบการแพ้ที่ผิวหนังบริเวณแผ่นหลัง ซึ่งผลทดสอบนี้สามาถใช้อธิบายการแพ้กับผิวหนังทุกส่วนของร่างกาย หมายความว่า ถ้าทำ patch test ที่หลังแล้วพบว่าเราแพ้สาร A   ถ้าเอาสาร A ไปทาที่หน้า ขา แขน หรือส่วนอื่นของร่างกาย ก็จะเกิดอาการแพ้เช่นกัน ***


>> ข้อควรจำ !!!!

1. ถ้าเราแพ้ ไม่ว่าจะทาผลิตภัณฑ์บนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ก็จะเกิดอาการ ผื่น บวม แดง คันเหมือนกันหมด !! ข้อนี้เป็นความแตกต่างจากการระคายเคืองที่ชัดเจน อย่างที่ได้บอกไปว่าการระคายเคืองนั้นขึ้นกับความแข็งแรงและความสมบูรณ์ของ ผิวหนัง  บางคนกัดหน้า ใช้ยารักษาสิวมาตลอด พอมาทาครีมก็เกิดอาการระคายเคืองได้ แต่พอเอาครีมนั้นไปทาท้องแขน ทาขา ทาแผ่นหลัง กลับไม่เป็นไรเลย

2. ผิวจะแข็งแรงสมบูรณ์หรือบางอ่อนแอ ก็แพ้ได้เหมือนกัน !! การแพ้ไม่ได้ขึ้นกับว่าคุณจะมีผิวแข็งแรงหรือบางอ่อนแอ แต่คนที่ผิวบางอ่อนแอและกำลังเกิดการระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์บางอย่าง กลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการแพ้ได้ง่ายขึ้น (เรียกว่าเจ็บหนัก 2 เท่า)

3. แค่ความเข้มข้นน้อยๆก็แพ้ได้ !! ไม่ต้องทาเยอะ ไม่ได้ทาเยอะ ทาบางๆก็แพ้ เพียงความเข้มข้นต่ำๆก็สามารถกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดีต่อต้านได้

อาการแพ้ ที่สังเกตเห็นได้ชัดที่สุด คือ ผื่นแดง คัน บางคนอาจพัฒนาเป็นสิวและลุกลาม ควรแยกการแพ้และการระคายเคืองให้ออก แม้จะเป็นอะไรที่แยกยาก เพราะอาการใกล้เคียงกันมาก แต่ก็อยากให้พยายามแยกให้ได้ โดยหาเหตุผล เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้กับอาการที่เกิดขึ้น จะได้ป้องกันตัวเองได้ถูกและไม่เป็นการปิดโอกาสตัวเองที่จะได้ใช้สกินแคร์ ตัวอื่น  เคยเจอหลายคนบอกว่าตัวเองแพ้วิตามินซี อะไรที่ผสมวิตามินซี ใช้ไม่ได้เลย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว แพ้ส่วนผสมอื่นที่อยู่ในสูตรมากกว่า


 

“คุณมีผิวแพ้ง่ายจริงหรือ?”  (cr.เรียบเรียงโดย blogger ชื่อดัง คุณ Pupe So Sweet)

ปัจจุบันมีเครื่องสำอางที่โฆษณาว่าออกแบบเพื่อ “Sensitive Skin” ซึ่งแปลออกมาอย่างผิด ๆ ว่า “ผิวบอบบาง ผิวแพ้ง่าย”“Sensitive Skin” ที่จริงต้องให้ความหมายว่า “ผิวที่ไวต่อสิ่งรบกวนเป็นพิเศษ” ส่วน “Allergy-Prone Skin” ต่างหากที่แปลว่า “ผิวแพ้ง่าย”

กระผมสนับความคิดที่ว่าทุกคนควรเลือกซื้อเครื่องสำอางโดยคิดว่าตัวเองมีผิว sensitive เอาไว้ก่อน (ถึงแม้ความจริงแล้วจะไม่ได้ sensitive สักเท่าไหร่ก็ตาม) เพื่อหลีกเลี่ยงสารก่อการระคายเคือง แอลกอฮอล์ น้ำหอม สี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิวทุกชนิดควรหลีกเลี่ยงไม่ว่าจะ Sensitive จริงหรือไม่ก็ตาม

คำว่า “ผิวแพ้ง่าย” ถูกนำมาใช้กันอย่าง “พร่ำเพรื่อ” ซะเหลือเกินในปัจจุบันนี้ จนเหมือนเป็นแฟชั่นไปเสียแล้ว หรือเป็นเพราะว่าการป่าวประกาศบอกชาวบ้านว่าชั้นน่ะ “เป็นผิวแพ้ง่าย บอบบ๊าง บอบบาง แพ้ไปหมดทุกอย่าง ใช่นั่นก็แพ้ ใช้นี่ก็แพ้” จะทำให้ดูเหมือนเป็นคนบอบบาง น่าทนุถนอมหรือรู้สึกเป็นผู้หญิ๊ง~ผู้หญิงเพิ่มขึ้นรึเปล่านะ? ใครจะไปรู้…..

Sensitive จริงแท้หรือแค่แสร้งทำ ?
ถ้ามีผิว sensitive หรือ allergy-prone จริง ๆ ก็น่าเห็นใจ แต่ผู้ที่แสร้งทำว่ามีผิวบอบบางแพ้ง่ายนี่เห็นแล้วก็น่าสลด เพราะอะไรนั้นกระผมขอยกกรณีตัวอย่างที่เคยพบขึ้นมา

ผู้ถาม : เรามีผิวบอบบางระคายเคืองง่ายค่ะ โดนแดดมากหน่อยก็จะแสบแดงเป็นปื้น ๆ มีอาการของ Seb Derm ร่วมด้วย อยากลองหา Skincare สักชุดค่ะ ใครที่มีผิวแบบเดียวกันรบกวนช่วยกันคอมเมนท์ด้วยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 : เราก็ผิวบอบบางแพ้ง่ายนะ ใช้ของมาเกือบทุกอย่างในโลกแล้วก็แพ้หมดเลย มาเจอน้ำโสมนี่แหล่ะใช้ดีจริง ๆ หน้าใสกิ้งเลย

ความคิดเห็นที่ 2 : เห็นด้วยกับ คห.1 ค่ะ เราใช้น้ำโสมแล้วติดใจ เลยไปถอยสบู่ดำมาลองด้วย อ่อนโยนมากเลยค่ะ หน้าไม่แห้งตึง

ความคิดเห็นที่ 3 : แนะนำ 3-Step เลย ที่บ้านเราใช้กันทั้ง พี่ ทั้งแม่ ทั้งป้า ไม่มีใครแพ้เลยสักคน เจ้าโทนเนอร์สีม่วงสูตร 2 น่ะ เช็ดแล้วสดชื่นมาก

ความคิดเห็นที่ 4 : เราขอแนะนำให้ลอง ArtistXX ค่ะ เพราะของเขาผลิตจากอเมริกาในโรงงานมาตรฐานเดียวกับโรงงานผลิตยา แถมมียอดขายติด 1 ใน 5 ของโลก รับรองว่าไม่แพ้แน่นอน เราใช้แล้วก็ชอบมากเลยค่ะ ยังไงสนใจติดต่อได้ที่ XXXX@YYYY.com

ความคิดเห็นที่ 5 : เราก็ผิวแพ้ง่ายมากเลยใช้ OrigiXX เพราะว่าเป็นของจากธรรมชาติ อ่อนโยนและไม่ทำให้แพ้ ไม่เหมือนพวกแบรนด์ทั่วไปที่มีแต่สารเคมี ทำให้หน้าบาง อ่อนแอ

อ่านแล้วก็เอามือกุมขมับแล้วก็สงสัยเหลือเกินว่าแต่ละคนที่มาแนะนำเนี่ยมีผิวบอบบางแพ้ง่ายกันจริงหรอ? เพราะแต่ละผลิตภัณฑ์ที่เขาแนะนำกันมามีแต่สารก่อการระคายเคืองทั้งนั้น สบู่ก้อนทำให้ระคายเคืองผิว โทนเนอร์มีแต่แอลกอฮอล์ กับผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีแต่ Fragrance Oil…

คนที่น่าเห็นใจที่สุดก็คือ “ผู้ถาม” ที่มีผิว sensitive จริง แต่ดันเจอ “ผู้ตอบ” ที่ไม่รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้แสดงความคิดเห็นไป และแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับผิว sensitive เอาเสียเลย…

ถ้าเกิดคุณมีผิว sensitive จริง และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยกับผิวบอบบางอย่างแท้จริง อยากแบ่งปันข้อมูลกับผู้ที่ประสบปัญหาแบบเดียวกัน อันนี้เป็นเรื่องที่ดีและน่าสนับสนุน

Allergic Reaction กับ Sensitizing Reaction ต่างกันอย่างไร ?
อาการข้างเคียงไม่พึงประสงค์จาก Skincare หรือ Makeup นั้นแบ่งได้ย่อย ๆ ก็คือ Allergic Reaction / Allergy (การแพ้) กับ Sensitizing Reaction / Irritation (การระคายเคือง)

Allergic Reaction / Allergy หรือ “อาการแพ้” นั้นเป็นปัจจัยเฉพาะบุคคล ผิวของแต่ละคนก็แพ้สารแตกต่างกันไป การจะรู้ว่าตนนั้นแพ้สารเคมีตัวไหนโดยเฉพาะนั้นค่อนข้างยาก เพราะว่าในเครื่องสำอางมีส่วนผสมของสารเคมีจำนวนมาก ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญอย่างแพทย์ผิวหนังที่มากประสบการณ์เท่านั้นในการวินิจฉัย

(Note : ทุกอย่างในโลกคือองค์ประกอบทางเคมี รวมทั้งสารสกัดจากธรรมชาติด้วย อย่าไปเข้าใจผิดว่าสารสกัดจากธรรมชาติไม่ใช่สารเคมีไม่ทำให้แพ้ อย่างที่โฆษณาและพวกคนขายเครื่องสำอางมักพูดกัน )

ความเสียหายจากอาการแพ้ (Allergic Reaction / Allergy) จะเกิดขึ้นลึกลงไปในผิวชั้นกลาง (Dermis) อาจมีอาการค่อนข้างรุนแรงถึงรุนแรงมาก ตั้งแต่อาการบวมแดง ผิวหนังอักเสบ แสบร้อน ล้างผลิตภัณฑ์ออกก็ยังไม่หาย ถ้าแพ้มาก ๆ ก็ถึงขั้นเสียโฉมกันเลยทีเดียว การรักษาอาการแพ้นั้น… นอกจากการหยุดใช้สารก่ออาการแพ้แล้ว ยังต้องมียาทารักษาอาการแพ้ ลดการอักเสบ กับยารับประทานเพื่อบรรเทาอาการด้วย ส่วนมากต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ไม่มีหรือผลิตภัณฑ์ชิ้นใดในโลกนี้ที่สามารถยืนยันการันตีได้ว่าคุณจะไม่มีทางแพ้กับผลิตภัณฑ์ตัวนั้นหรือตัวนี้ เพราะมันเป็นปัจจัยที่ต่างกันในแต่ละบุคคลและตัวคุณเองเท่านั้นที่ควรจะรู้ตัวดีที่สุดว่าคุณแพ้อะไร… การอ่าน Ingredients List จะช่วยกรองสารก่อการระคายเคืองไปได้ แต่คุณใช้แล้วจะแพ้รึเปล่านั้น “ต้องไปลองเอง”

ถ้ารู้แบบนี้แล้ว ก็เลิกตั้งคำถามว่า “ผลิตภัณฑ์ตัวนี้จะทำให้แพ้รึเปล่าคะ?” กันได้แล้ว เพราะไม่มีใครตอบได้ หรอกขอรับ…

Sensitizing Reaction / Irritation หรือ “การระคายเคือง” อาการนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อผิวสัมผัสกับสารหรือสภาวะที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ อย่างเช่น สภาวะความเป็นกรดมากเกินไป เป็นด่างมากเกินไป ร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไป ใช้สารเคมีหรือเครื่องสำอางที่ทำให้ผิวแห้ง มีส่วนผสมสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายเป็นปริมาณมากหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

การหลีกเลี่ยงสารก่อระคายเคืองนั้นทำได้ง่ายกว่าสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้มาก เพราะมันไม่ได้เฉพาะเจาะจงกับแต่ละบุคคลเหมือนกับอาการแพ้ โอกาสจะระคายเคืองมากหรือหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล ผิวที่แข็งแรงมากมีโครงสร้างสมบูรณ์ดีก็จะทนกับปัจจัยที่ก่อการระคายเคืองได้ง่ายกว่าผิวที่อ่อนแอ โดยปกติแล้วคนผิวแห้งจะมีโอกาสระคายเคืองง่ายกว่าผิวประเภทอื่น เพราะผิวชั้นนอกที่ไม่สมบูรณ์หรือขาดชั้นเคลือบปกป้องผิวนั้นจะทำให้สารก่อการระคายเคืองเข้ามาทำความเสียหายได้ อาการที่บ่งชี้ว่าอาจเกิดจากการระคายเคืองก็มีตั้งแต่ รู้สึกคัน แสบแดง แห้งลอก

สารก่อระคายเคืองที่พบได้ง่ายที่สุดคือก็คือแฮลกอฮอล์น้ำหนักโมเลกุลต่ำ อย่าง ethanol, denatured alcohol, ethyl alcohol, methanol, benzyl alcohol, isopropyl alcohol, sd alcohol สำหรับคนที่มีผิว Sensitive จริง ๆ นั้นก็ควรหลีกเลี่ยงส่วนผสมอย่าง น้ำหอม (รวมถึงน้ำมันหอมระเหย) และสีด้วย นอกจากนี้สารสกัดจากธรรมชาติบางอย่าง สารกันเสียบางตัว ก็ทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย

สารสกัดจากธรรมชาติ (Plant Extract) นั้นค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่ เพราะสารสกัดธรรมชาติหลายตัวนั้นมีทั้งผลดีและผลเสียในตัวมันเอง อย่าง Witch Hazel ซึ่งข้อดีสารสกัดตัวนี้มีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิแดนท์และต้านการระคายเคืองได้ แต่ด้วยความที่ตัว Witch Hazel มี Ethanol ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งประกอบอยู่ด้วย เครื่องสำอางที่ใส่สารสกัดตัวนี้มาในปริมาณเยอะ ก็ทำสามารถทำให้ผิวระคายเคืองได้ Lavender นั้นมีกลิ่นหอม เมื่อสูดดมทำให้ผ่อนคลาย ตัวสารสกัดหรือ Lavender Oil ก็มีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิแดนทืได้ แต่ในทางกลับกัน มันก็ทำให้ผิวระคายเคืองได้ ถ้าใส่มาในปริมาณสูงอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย ผิวไหม้ หรือทำให้เซลล์ผิวตายได้ และยังมีสารสกัดตัวอื่นอีกมากมายที่มีลักษณะเดียวกัน


ใช้ Skincare แล้วรู้สึกแสบผิว คันยิบ ๆ แปลว่าแพ้รึเปล่า ?

อาการแสบแดงส่วนใหญ่จะเป็น “การระคายเคือง” แต่อาการคัน ยิบ ๆ แสบเล็กน้อยขณะใช้ Skincare บางชนิดนั้นเป็นอาการปกติการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH เป็นกรดอย่าง Vitamic C ในรูป Ascorbic Acid หรือ AHAs หรือ BHA ก็จะทำให้ผิวรู้สึกยิบ ๆ ได้บ้าง อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อผิวปรับค่า pH เป็นกลางได้แล้ว และเมื่อใช้ผลิตภัณฑืติดต่อกันสัก 1 – 2 สัปดาห์ อาการแสบยิบๆ ก็จะน้อยลงหรือหายไปเลยก็ได้ในกรณีที่คุณใช้ยารักษาสิวที่มีคุณสมบัติเป็น Keratolytic อย่าง Tretinoin หรือ Benzoyl Peroxide ไปสักระยะหนึ่งก็อาจมีอาการระคายเคือง แห้ง ลอก เกิดขึ้นได้ เมื่อทามอยซ์เจอไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้นก็จะรู้สึกแสบผิว บางทีอาจจะแสบมาก แต่อาการเหล่านี้ก็จะหายไปในไม่นานแต่ถ้าคุณไม่ได้ใช้ยารักษาสิวหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHAs / BHA แล้วเกิดอาการแสบ คัน แม้เวลาจะผ่านไปสักพักอาการนี้ก็ยังคงอยู่ แปลว่าผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้มีสารก่อการระคายเคืองผสมอยู่ ให้ล้างออกและหยุดใช้ทันที (ทางที่ดีควรอ่าน Ingredient List ให้ละเอียดก่อนซื้อมาใช้)

 

ใช้โทนเนอร์หรือมอยซ์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมให้ความชุ่มชื้นและ Sooth ผิวได้ดี แต่มีกลับรู้สึกร้อนวูบไปทั่วบริเวณที่ใช้ หมายความว่าแพ้รึเปล่า ?

ถ้าผิวของคุณในตอนนั้นขาดความชุ่มชื้น แห้ง หรือมีอาการระคายเคืองจากการใช้ยารักษาสิวอย่าง Tretinoin หรือ Benzoyl Peroxide หรือใช้ Scrub ขัดผิวที่หยาบหรือใช้แรงมากไป หรือใช้ AHA / BHA ที่เข้มข้นเกินไป เมื่อมาเจอผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นสูงหรือช่วยต้านการระคายเคืองได้ดีจะมีอาการร้อนผ่าว หรือร้อนวูบวาบ อาจมีอาการแสบยิบ ๆ เล็กน้อยร่วมด้วย เมื่อผ่านไปไม่กี่นาทีอาการเหล่านี้จะหายไปเอง และเมื่อผิวคุณแข็งแรงเป็นปกติปราศจากความแห้งกร้านหรือระคายเคือง ผลิตภัณฑ์ตัวเดิมนั้นก็จะไม่ทำให้ผิวรู้สึกร้อนวูบวาบอีกแล้ว (แต่ถ้าผิวคุณมีอาการระคายเคืองหรือแห้งกร้านขึ้นมาทีหลัง ก็จะรู้สึกร้อนวูบวาบหรือยิบ ๆ อีก)ถ้าเป็นอาการแพ้นั้นจะต่างไปโดยสิ้นเชิง คือจะเริ่มคันหรือแสบแดงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และต่อให้ล้างออกแล้วอาการแสบแดงก็จะยังคงมีอยู่