รู้จักกับแอลคาร์นิทีน

Posted by in เรื่องทั่วไป on 2 มิถุนายน 2015 Comments off

แอลคาร์นิทีนกลายเป็นอีกหนึ่งสารสกัดที่ถูกจับยัดเข้าไปในผลิตภัณฑ์อาหาร เสริมเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการสลายไขมันส่วนเกินให้หุ่นเรากลับมา กระชับได้สัดส่วนพร้อมความมั่นใจในการสวมใส่ชุดใดๆ ตามใจปรารถนา แต่หารู้หรือไม่ว่ามันสามารถผลิตขึ้นเองได้ภายในร่างกายของเรา โดยแอลคาร์นิทีนอาศัยความร่วมมือกันระหว่างกรดอะมิโน 2 ชนิดนั่นก็คือ ไลซีน ซึ่งพบได้ในเนื้อสัตว์, สัตว์ปีกและนม กับเมโทโอนิน ซึ่งพบในผักใบเขียวและธัญพืช ช่วยกันสังเคราะห์ด้วยการมีสารอาหารคอยเร่งกระบวนการทำงานอย่าง Niacin, วิตามินซี และธาตุเหล็ก ซึ่งอุดมอยู่ในผลไม้รสเปรี้ยว, เนื้อสัตว์, ข้าวซ้อมมือ, ตับ และนม

แอลคาร์นิทีนมีบทบาทสำคัญในการนำเอาเจ้าพวก ไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายออกมาเผาผลาญให้เป็นพลังงาน เช่นเดียวกับการควบคุมระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ดังนั้นมันจึงไม่แปลกเลยที่ส่วนใหญ่ในโปรแกรมควบคุมน้ำหนักและการออกกำลัง กายจะมีแอลคาร์นิทีนอยู่ด้วย นอกจากนี้แอลคาร์นิทีนยังมีส่วนในการช่วยลดความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรค หัวใจพร้อมทั้งยังช่วยแก้ไขภาวะหัวใจล้มเหลวได้อีกด้วย และเราสามารถเสริมแอลคาร์นิทีนในชีวิตประจำวันได้ไม่ยากจากการทานอาหารจำพวก เนื้อสัตว์, เนื้อแดง และนมเพียงเท่านี้เราก็มีแอลคาร์นิทีนเพิ่มขึ้นในร่างกายได้แล้วล่ะ แต่เราก็ไม่ควรฝากความหวังในการที่อยากมีหุ่นที่ดีเอาไว้กับแอลคาร์นิที นเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเพราะมันไม่ใช่ยาวิเศษมาจากไหน โดยเราควรที่จะทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ควบคู่กับการออกกำลังกายไปด้วยเพื่อให้ร่างกายได้ใช้พลังงานไปอย่าง เหมาะสมและความแข็งแกร่งของร่างกายที่เอาไว้ต่อสู้กับโรคภัยต่างๆ

อย่าง ไรก็ดีเราไม่ควรที่จะทานอาหารเสริมที่มีแอลคาร์นิทีนมากจนเกินไปเนื่องจาก อาหารที่เราทานเข้าไปในชีวิตประจำวันนั้นบางอย่างก็มีส่วนผสมของแอลคาร์นิที นผสมปะปนอยู่มาในรูปแบบของธรรมชาติอยู่แล้ว และหากว่าร่างกายของเราได้รับเอาเจ้าแอลคาร์นิทีนมากเกินกว่า 6 กรัมต่อวันแล้วล่ะก็มันจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี โดยอาจทำให้ร่างกายของเรานั้นมันเกิดอาการบวม, เป็นตะคริว, ท้องเสีย, คลื่นไส้อาเจียน รวมทั้งผลข้างเคียงอย่างความอยากอาหารมากขึ้น, มีกลิ่นตัว และเกิดอาการผื่นแดง นอกจากนี้ผู้ที่มีอาการแพ้ต่ออาหารโปรตีนจำพวกไข่, นม และข้าวสาลีก็ไม่ควรทานผลิตภัณฑ์เสริมแอลคาร์นิทีนอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต รวมไปจนถึงเด็กที่มีอายุไม่ถึง 2 ขวบ ตลอดจนสตรีมีครรภ์ก็ควรหลีกเลี่ยงแต่หากจำเป็นก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของ แพทย์