รู้ทันกันโรคซึมเศร้า

Posted by in เรื่องทั่วไป on 2 มิถุนายน 2015 Comments off

แม้ว่าอาการซึมเศร้าเหงาหงอยมักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนดูเหมือนเป็นเรื่อง ธรรมดา แต่ว่าอย่าชะล่าใจไปมากนักจนปล่อยให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าขึ้นมาเชียวล่ะ จริงอยู่ว่าที่ทุกคนอาจต้องผจญกับโรคนี้บ้างในช่วงหนึ่งช่วงใดของชีวิตจนบาง คนคิดว่าทิ้งเอาไว้สักพักมันก็จะสามารถหายไปได้เอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญทำให้ผู้ป่วยมากถึง 80% ที่ไม่เข้ามาพบแพทย์ในเวลาอันควร เช่นเดียวกับอีก 60% ที่ไม่เคยเข้ารับการรักษา นอกจากนี้ยังมี 54% ที่มีความเชื่อผิดๆ อีกว่าโรคซึมเศร้าเป็นความอ่อนแอทางร่างกายและจิตใจของแต่ละคนเท่านั้นเอง แท้จริงแล้วนั้นโรคซึมเศร้ามันเกิดได้จากหลากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นทางร่าง กาย, จิตใจ, สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมันเกิดขึ้นจากการสูญเสียสิ่งสำคัญบางอย่างไปในชีวิตอาทิเช่นคนที่คุณรัก เสียชีวิต, ตกงาน และการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกะทันหันเช่นย้ายบ้าน, การใช้สารเสพติด, ปัญหาทางด้านสุขภาพและการเงิน, ภาวะมีบุตรยากหรือวัยทอง ซึ่งผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายถึง 70% และมักเกิดขึ้นเมื่ออายุราว 32 ปี เมื่อเราพบเจอเข้ากับสิ่งเหล่านี้จนทำให้ฟังก์ชั่นของชีวิตเสียหายและหดหู่ ท้อแท้ใจในชีวิตหรือเปรียบเสมือนชีวิตไร้ค่าขึ้นมาแล้วล่ะก็ควรที่จะต้องรีบ หาคนคุยด้วยเพื่อเป็นกำลังใจหรือจะให้ดีควรไปปรึกษาจิตแพทย์เพื่อทำการรักษา อาการต่างๆ ให้ได้กลับมาใช้ชีวิตดังเดิม

สำหรับอาการของโรคซึมเศร้า นั้นเราสังเกตได้ไม่ยากจากที่ผู้ป่วยมักจะมีอาการมากกว่าครึ่งหนึ่งของอาการ เหล่านี้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ โดยอาการต่างๆ ที่ให้เราสังเกตนั่นก็ไล่ไปตั้งแต่รู้สึกอ่อนเพลีย, รู้สึกเศร้า วิตกกังวลหรือว่างเปล่าอย่างต่อเนื่อง, รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังเหมือนตัวเองเป็นคนไร้ค่า, หมดความสนใจในกิจกรรมต่างๆ, เบื่ออาหารนานจนผิดสังเกต, นอนน้อยเกินไปหรือนอนมากเกินไป, ไม่มีสมาธิหรือตัดสินใจในเรื่องต่างๆ , รู้สึกรำคาญและอยู่ไม่สุข, มีปัญหาทางร่างกายที่ไม่ทราบสาเหตุทั้งปวดศีรษะหรือปวดท้อง และคิดฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ดีคนที่เป็นโรคซึมเศร้า

อาจแสดงอาการที่แตกต่างกันออกไปใน แต่ละคนเมื่อเราพบว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าก็ควรเข้ารับการรักษาเพื่อที่จะ ได้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งมีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยถึง 41% ที่รู้สึกอายที่จะต้องเข้ารับการรักษาทางจิต เราควรเข้าใจว่าโรคซึมเศร้าไม่ใช่ความผิดของเราและเข้ารับการรักษาอย่างถูก ต้องดีกว่าปล่อยมันทิ้งเอาไว้ให้เป็นอันตรายจนถึงขึ้นเสียชีวิตได้ ซึ่งจากผลการศึกษาเดียวกันนี้มีผู้ป่วยจำนวนถึง 15% ที่จบชีวิตตนเองลงด้วยการฆ่าตัวตาย ดังนั้นมันจึงจำเป็นไม่น้อยที่เราควรสอดส่องคนใกล้ชิดว่าเข้าข่ายอาการดัง กล่าวมากน้อยขนาดไหนเพื่อที่จะพาไปพบแพทย์ให้วินิจฉัยได้ทันท่วงที