Daily Archives: 26 เมษายน 2015

แม้ปัจจุบันนี้จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยจนทำให้มีผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยให้ผิวพรรณของเราขาวกระจ่างใสได้ดังเนรมิต แต่นั่นมันก็เป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยเลย รวมทั้งยังเหมือนเป็นการซื้อเวลาเป็นอะไรที่ไม่จีรังยั่งยืน ดังนั้นเราลองหวนคืนสู่วิถีธรรมชาติกันดีกว่าที่เห็นว่าคนสมัยโบราณยังมีผิวขาวเนียนสวยได้ไม่ต้องพึ่งผลิตภัณฑ์ใดๆ โดยหันมาปรับไลฟ์สไตล์ต่างๆ ให้ผิวขาวถาวรตามธรรมชาติ

เรามาเริ่มต้นกันจากการทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยควรที่จะทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่และผัก 5 สีในแต่ละวัน โดยเรียกได้ว่าเป็นการดูแลผิวจากภายในจากสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ที่เราทานเข้าไป ทำให้ผิวพรรณของเราตื่นขึ้นจนขาวกระจ่างใสไร้ริ้วรอย ขณะเดียวกันนั้นเราก็ต้องทานอาหารเสริมที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกายไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจนหรือวิตามินซีที่ต่างส่งผลให้ผิวพรรณของเรานั้นมันขาวเปล่งปลั่งสดใส คราวนี้ก็ได้เวลาที่จะมาปรนเปรอผิวจากภายนอกกันบ้าง โดยเราควรที่จะหมั่นเอาใจใส่ให้ความสำคัญกับการดูแลบำรุงผิวอย่างต่อเนื่องด้วยการทาครีมบำรุงผิวที่ผสมสารช่วยเสริมสร้างความขาว รวมทั้งการใช้ครีมพอกหรือครีมขัดต่างๆ เพื่อเป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าให้ลอกออกพร้อมเผยผิวใหม่ที่สดใสเปล่งปลั่ง ตลอดจนไปถึงตำรับไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้มะเขือเทศและแตงกวาก็สามารถนำมาใช้ช่วยให้ผิวขาวตามธรรมชาติได้

เมื่อเราปฏิบัติการให้ผิวขาวถาวรตามธรรมชาติจากทั้งภายในและภายนอกกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ควรที่จะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อวัน อย่ามัวแต่ทำงานหรือหน้าดำคร่ำเครียดกับการเรียนจนอดหลับอดนอน โดยเราควรเข้านอนในช่วง 4 ทุ่มไปจนถึงเที่ยงคืน เนื่องจากจะเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งสารที่ช่วยบำรุงผิวพรรณพร้อมทั้งซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ทำให้เราตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นแจ่มใสและผิวพรรณที่ผ่องเป็นยองใย

นอกจากนี้ที่ไม่ควรลืมนั้นก็คือการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน เนื่องจากร่างกายของเรานั้นมันต้องสูญเสียน้ำไปจากการปัสสาวะและเหงื่อที่ออกตามรูขุมขนต่างๆ รวมทั้งน้ำยังเป็นส่วนประกอบอันสำคัญของร่างกายที่คิดได้เป็น 70% เลยทีเดียว ดังนั้นมันจึงเปรียบเสมือนร่างกายของเราเต็มไปด้วยน้ำ และหากเราดื่มเข้าไปไม่เพียงพอกับที่เสียไปมันก็จะทำให้ผิวพรรณของเราแห้งกร้านไม่สดใสได้นั่นเอง อย่างไรก็ดีหากเป็นการเสียเหงื่อจากการออกกำลังกายก็ควรที่จะดื่มน้ำที่ผสมเกลือแร่ด้วย

แม้ว่าการจามบางครั้งจะมาจากจมูกได้กลิ่นฉุนอะไรบางอย่างหรือเป็นอาการภูแพ้ แต่ก็มีอาการจามส่วนใหญ่ที่มันเกิดขึ้นได้ทุกฤดูไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นหวัด รวมทั้งการจามแต่ละครั้งก็เสียงดังไม่เท่ากัน และมีอาการคันจมูกก่อนจาม ดังนั้นวันนี้เราไปคุ้ยแคะแกะเกากันดีกว่าถึงเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการจาม แทบไม่น่าเชื่อกันเลยทีเดียวเมื่อการจามแต่ละเที่ยวแม้แทบไม่มีเสียง แต่เมื่อตรวจวัดแล้วนั้นมันมีอัตราความเร็วเกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยล่ะ เช่นเดียวกับการจามแต่ละครั้งที่เราคาดกันว่าจะแพร่กระจายเชื้อโรคไปได้ภายในรัศมี 1.5 เมตร แต่หากจามอย่างแรงสุดขีดก็สามารถที่จะแผ่วงกว้างออกไปได้กว่า 9 เมตร ดังนั้นจะจามเมื่อใดควรที่จะปิดปากให้สนิทเพื่อกันรัศมีของเชื้อโรคแพร่กระจาย

ขณะเดียวกันนั้นการจามก็เพื่อฟื้นฟูการทำงานของจมูก โดยจมูกเรานั้นมันก็มีการทำงานคล้ายกับคอมพิวเตอร์ที่ต้องรีสตาร์ทใหม่เพื่อล้างเอาความขัดข้องออกไป ซึ่งเปรียบเสมือนจมูกของเราได้สูดเอาฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปก็จะทำให้เกิดอาการจามขึ้นมาเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกไป รวมทั้งยังเป็นสัญญาณเตือนภัยให้รู้ว่าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ยังมีการคาดเดาอย่างแพร่หลายถึงปฏิกิริยาที่เรียกกันว่า Photic Sneeze Reflex ซึ่งร่างกายจะจามเมื่อเจอแสงแดดจากการที่สมองส่งสัญญาณไปกระทบเส้นประสาทในจมูก หากมีการจามดังๆ ติดต่อกัน 2 – 3 ครั้งก็อย่าเพิ่งตกใจไปว่าร่างกายเรามีอาการผิดปกติ แต่มันแค่เป็นการกำจัดสิ่งรบกวนออกไปให้หมดเท่านั้นเอง และทางที่ดีเราควรที่จะพาตัวเองออกไปจากพื้นที่เสี่ยงเข้าหาอากาศบริสุทธิ์ให้เร็วที่สุด ขณะที่เวลาจามเราไม่สามารถลืมตาได้นั้นมันก็สืบเนื่องมาจากเป็นการตอบสนองอย่างอัตโนมัติของร่างกาย เช่นเดียวกับตอนที่คุณหมอเอาค้อนเล็กๆ เคาะบริเวณหัวเข่าเรานั่นแหละ ส่วนท่านใดที่สงสัยว่าการจามนั้นมันจะทำให้หัวใจเราหยุดเต้นไปพร้อมกันไหมขอตอบได้เลยว่าอัตราการเต้นของหัวใจไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย

แต่ที่สำคัญนั้นอย่าไปกลั้นการจามอย่างเด็ดขาด โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวนั้นมันไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพอย่างแรงเลยทีเดียว นอกจากจะเป็นสาเหตุเล็กๆ ของอาการเส้นเลือดในตาเปราะขาดหรือแตก, แก้วหูฉีกขาด, เสี่ยงต่อการมีความผิดปกติเกี่ยวกับกระบังลม และเป็นการเปิดไฟเขียวให้เชื้อโรคได้สะสมอยู่ในร่างกายของเรา อย่างไรก็ดีหากเราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถจามได้ในตอนนั้นแล้วล่ะก็ขอให้ระงับการจามด้วยการถูจมูกแรงๆ พร้อมกับเม้มปากหรือไม่ก็สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยแก้ขัดไปได้ไม่น้อย

เชื่อเหลือเกินว่าคงมีบรรดาสาวๆ จำนวนไม่น้อยที่คอยเป็นกังวลไปกับดวงตาที่ดูโทรมไม่สดใส รวมทั้งยังเห็นริ้วรอยได้ง่ายเป็นพิเศษ โดยปัญหาเหล่านั้นมันมาจากการที่มีผิวบริเวณรอบดวงตาลึกลงไปจนเป็นร่อง แต่ก็ไม่ต้องซีเรียสกันมากจนเกินไปในเมื่อวันนี้เรามีทริคแต่งหน้าแก้ร่องตาลึกมาฝากกัน โดยที่ไม่ต้องเจ็บตัวจากการศัลยกรรม รวมไปถึงฉีดโน่นฉีดนี่ให้เปลืองสตางค์ ขอเพียงแค่เตรียมผิวหน้าและเครื่องสำอางเอาไว้ให้พร้อม แล้วมาพบกับความสดใสของดวงตาที่พาให้มั่นใจขึ้นเป็นสิบเท่า

จากลักษณะของดวงตาที่ส่วนใหญ่จะเป็นเบ้าลึกลงไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ดวงตาของเราดูคล้ำดำและเห็นริ้วรอยเส้นใต้ตาได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นเราจึงต้องแก้ปัญหานี้ด้วยการปรับสีผิวรอบดวงตาให้ดูสว่างสดใส และตกแต่งดวงตาด้วยสีเบสเพื่อให้สวยโดดเด่นเป็นสง่า หรือจะใช้คอนซีลเลอร์เน้นลงไปที่บริเวณร่องตาและรอบดวงตาให้สว่างกลมกลืนไปกับสีผิว แล้วจึงค่อยลดความหมองคล้ำด้วยการใช้โทนสีอายแชร์โดว์ผสมชิมเมอร์ ขณะเดียวกันมันยังช่วยให้ดวงตาที่ดูเหี่ยวย่นกลับมาเปล่งประกายสดใสเด่นเหนือผู้ใด หลังจากนั้นเราจึงมาปรับสภาพผิวรอบดวงตาให้สดใสด้วยเบสสีชมพู ซึ่งเหมาะกับสาวผิวขาว หรือจะเป็นเบสสีเหลือง ซึ่งเข้ากับสาวผิวเหลือง รวมไปถึงเบสสีม่วง ซึ่งเหมาะสำหรับสาวผิวคล้ำ โดยแตะเนื้อครีมไปยังเปลือกตาบนและใต้ตา แล้วจึงค่อยเกลี่ยเบาๆ ให้เบสเนียนเรียบเพื่อปรับสีผิวรอบดวงตาให้สดใสและกลบปัญหาร่องตาลึกได้อย่างดีเลิศ ก่อนที่จะทารองพื้นหรือบีบีครีมทั่วไปที่หน้าและลำคอ แล้วใช้คอนซีลเลอร์สำหรับดวงตา ซึ่งจัดได้ว่าเป็นตัวช่วยสุดวิเศษ เกลี่ยเบาๆ ตรงร่องตาและใต้ตาอีกครั้ง หลังจากนั้นเราจึงค่อยปัดแป้งฝุ่นให้ทั่วทั้งผิวหน้าและลำคอ

ตบท้ายด้วยการตกแต่งคิ้วและดวงตาให้เจิดจ้าไฉไล โดยเขียนคิ้วให้ได้รูปทรงสวยด้วยการเน้นช่วงปลายคิ้วให้โก่งมากกว่าเดิมนิดหน่อยเพื่อให้เห็นดวงตาเด่นเป็นสง่า หลังจากนั้นค่อยมาตกแต่งดวงตาด้วยการใช้อายแชโดว์สีสว่างอย่างสีเบจหรือสีทองอ่อนผสมชิมเมอร์ทาที่เปลือกตาไล่ลงมาจนถึงขอบตาล่างสักเล็กน้อย ก่อนที่จะเขียนอายไลน์เนอร์แบบดินสอให้เป็นเส้นเล็กชิดขอบตา แล้วจึงค่อยดัดขนตาและปัดมาสคาร่า แต่ถ้าสาวท่านใดชอบติดขนตาปลอมอาจเลือกแบบขนตาที่มีช่วงหางตายาวมากขึ้นสักหน่อยเพื่อให้ดวงตาดูกลมโตน่ารักมากขึ้นไปอีก

บรรดาหนุ่มสาวชาวออฟฟิศทั้งหลายคงหนีไม่พ้นที่จะต้องจ้องจอคอมพิวเตอร์แทบทั้งวัน รวมทั้งปัจจุบันยังก้มหน้าก้มตาจิ้มสมาร์ทโฟนกันอีกต่างหาก ทำให้มันต้องมีอาการเมื่อยล้าจนปวดสายตาขึ้นมาได้อย่างไม่น่าแปลกใจเลย ดังนั้นวันนี้เราจึงมีท่าบริหารดวงตามาฝากกันเป็นการถนอมดวงตาคู่งามของเราเอาไว้ให้ได้ใช้งานกันอีกยาวไกล ประเดิมกันอย่างง่ายดายด้วยการใช้ฝ่ามือประคบดวงตา โดยให้เราทำมือเป็นรูปทรงคล้ายถ้วย แล้วจึงค่อยมาประคบลงไปบนดวงตาของเราทั้งสองข้าง และทิ้งเอาไว้สักพักเพื่อให้ไออุ่นจากฝ่ามือคลายกล้ามเนื้อบริเวณดวงตาที่เครียดเกร็งจากการเพ่งจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ขณะที่การกระพริบตาทุก 4 วินาทีก็เป็นการบริหารดวงตาเช่นกัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำเพื่อป้องกันไม่ให้ตาแห้ง เนื่องจากส่วนใหญ่ที่รู้สึกเพลียตากันนั้นมันก็มาจากการที่ตาแห้งเพราะเราเฝ้ามองจนไม่ยอมกระพริบตานั่นเอง การกลอกดวงตาทุกชั่วโมงก็เป็นการบริหารสายตาที่ทำได้ไม่ยาก โดยให้เราหลับตาแล้วกลอกตาเป็นวงกลมอย่างน้อย 1 นาที ซึ่งเป็นการพักผ่อนสายตาจากแสงและรังสีของจอคอมพิวเตอร์นั่นเอง และท่านี้ยังคล้ายกับการนวดดวงตาให้คลายความเกร็งเครียด แต่หากอยากผ่อนคลายมากกว่านี้ก็ให้เงยหน้าพร้อมหมุนคอเป็นวงกลมตามไปด้วย ขณะที่การกวาดสายตาระยะไกลก็เป็นการยืดเส้นยืดสายกล้ามเนื้อดวงตาไปในตัว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เราถอยห่างออกจากจอคอมพิวเตอร์เท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วจึงค่อยปรับระยะโฟกัสสายตาของตัวเองบ่อยๆ โดยเราแค่ถอยออกมาหน้าประตูห้องหรือมุมใดมุมหนึ่งก็ได้ที่ทำให้เราเห็นภาพรวมของห้องได้กว้างที่สุด แล้วจึงค่อยกวาดสายตามองสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในห้องเป็นแนววงกลม

นอกจากนี้ก็ควรละสายตาไปมองสิ่งอื่นบ้างทุกชั่วโมง เนื่องจากการที่เราเอาแต่จดจ่อสายตาอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานเกินหนึ่งชั่วโมงนั้นมันทำให้เกิดความเมื่อยล้าตาได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นเราจึงควรหาเวลาละสายตาจากจอเสียบ้างด้วยการลุกออกไปเดินเล่นสักพักก็ไม่เลวเพราะถือว่าเป็นการขยับแข้งขยับขาไล่ความเมื่อยล้าไปในตัว ขณะที่ท่าส่งท้ายนั้นฟังดูแล้วอาจจะแปลกจนแทบนึกภาพไม่ออกนั่นก็คือ “ซิทอัพดวงตา” โดยให้เราหลับตาลงแล้วเหลือบตาขึ้นลงสักครู่ หลังจากนั้นจึงค่อยลืมตาขึ้นมาแล้วกวาดสายตามองผ่านๆ ราว 1 นาทีจึงค่อยเริ่มยกใหม่อีกครั้ง แต่คราวนี้ให้เปลี่ยนมาเป็นหลับตาแล้วเหลือบตาไปทางด้านซ้ายและด้านขวาสัก 1 นาที ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมามองผ่านๆ อีกรอบ และเว้นระยะห่างประมาณ 2-3 นาที แล้วจึงเริ่มบริหารดวงตาใหม่อีกครั้งจนกว่าอาการปวดตาจนร้อนผ่าวที่กระบอกตานั้นมันหายไปในที่สุด

หลายต่อหลายท่านในที่นี้คงเคยมีประสบการณ์อันแสนผะอืดผะอมกับอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ซึ่งเจอเมื่อใดมันก็ช่างทนทุกข์ทรมานเหลือเกิน หลังจากทานอาหารเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นวันนี้เราจึงมีวิธีปราบอาการท้องอืดท้องเฟ้อมาฝากกัน หากเราลองสังเกตดูจะเห็นอย่างชัดเจนว่าอาการท้องอืดท้องเฟ้อมักจะเจอในคนที่กินอาหารเร็วกว่าปกติ โดยการกินอาหารแบบจ้วงเอาจ้วงเอาและไม่เคี้ยวให้ละเอียดนั้นมันเป็นหนึ่งในต้นตอที่ก่อให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ดังนั้นถ้าท่านไม่อยากต้องมาทรมานกับอาการนี้ก็เพียงแค่ปรับพฤติกรรมให้กินช้าลงสักหน่อยหรืออย่างน้อยก็ต้องเคี้ยวอาหารให้ได้อย่างน้อยคำละ 15 ครั้ง ขณะเดียวกันนั้นการดื่มน้ำผลไม้สดร่วมด้วยก็ช่วยได้ด้วยการอมน้ำผลไม้ไว้ในปากแล้วค่อยกลืนลงคอ โดยน้ำลายจะเข้าไปจัดการย่อยเอนไซม์ในน้ำผลไม้แล้วจึงค่อยส่งตรงสู่กระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นการช่วยลดกระบวนการย่อยอาหารจนลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อไปในตัว

หากอยากทานผลไม้ควรทานก่อนเนื้อสัตว์อย่างน้อยราวครึ่งชั่วโมง โดยเนื้อสัตว์จะใช้เวลาในการย่อยนานกว่า 5 ชั่วโมง ขณะที่ผลไม้ใช้เวลาในการย่อยเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้นเอง ดังนั้นหากเราทานในเวลาไล่เลี่ยกันเนื้อสัตว์มันจะเป็นตัวขัดขวางการย่อยผลไม้ในทันที นอกจากนี้ก็จะไปปลุกให้ทั้งน้ำตาลและเอนไซม์ในผลไม้ออกอาละวาดจนท้องไส้ปั่นป่วนทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ แม้เทียนข้าวเปลือก (Fennel Seeds) เป็นสมุนไพรที่มีรสขม แต่ว่ามันสามารถช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังมีฤทธิ์ขับลมในกระเพาะอาหารจนลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อไปในตัว ตลอดจนช่วยให้ลมหายใจสดชื่นขึ้นด้วยอีกต่างหาก เช่นเดียวกับผักใบเขียว ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ที่ขาดไม่ได้เลย เมื่อระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมันก็จะส่งผลให้การเผาผลาญทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น และลมกับแก๊ส ซึ่งเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ในกระเพาะอาหารก็จะหมดไปจนทำให้ไม่ต้องเป็นห่วงว่ามันจะมากวนใจเราอีก

นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรไทยอีกหลากหลายชนิดที่ช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้เป็นอย่างดี แต่หากให้เคี้ยวกันสดๆ บางท่านคงไม่ไหว ดังนั้นขอให้ลองหันมาดื่มชาสมุนไพรกันดีกว่าไม่ว่าจะเป็นชาเปปเปอร์มินต์, ชาขิง และชาเทียนข้าวเปลือก โดยชาเหล่านี้ก็มีทีเด็ดที่การช่วยย่อยอาหารได้ไม่แพ้กัน รวมทั้งยังเป็นการลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อหลังอาหารได้เหมือนกัน ดังนั้นการจิบชาสมุนไพรหลังอาหารนั้นมันก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่เลวเลยสำหรับการบรรเทาความทรมานจากอาการท้องอืดท้องเฟ้อ

งานนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อกันแล้วล่ะจ้า เมื่อมีผลการทดลองออกมาว่าการแค่เราได้ดมกลิ่นผลไม้เท่านั้นมันก็สามารถช่วยให้เราเบินหน้าหนีอาหารที่อุดมไปด้วยแคลอรี่เพียบ ซึ่งนับว่าเป็นการลดความอ้วนจากไขมันไปได้ในตัวเกินกว่าครึ่งเลยทีเดียว รวมทั้งยังช่วยลดความอยากทานขนมนมเนยต่างๆ อีกด้วย ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเบอร์กันดีในฝรั่งเศสได้ทำการทดลองจนได้ผลออกมาว่า การที่เราได้ดมกลิ่นผลไม้ก่อนจะเลือกอาหารนั้น มันสามารถเปลี่ยนแปลงความอยากจากเดิมทีที่ไม่ได้ดมอย่างไม่รู้ตัว โดยสอดคล้องกับผลงานการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่นำเอาอาสาสมัครกว่า 115 คนทั้งชายและหญิง ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 18-50 ปี แยกออกเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มแรกให้นั่งอยู่ภายในห้องที่ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นลูกแพร์สด ขณะที่อีกกลุ่มอยู่ในห้องปกติที่ปราศจากกลิ่นใดๆ

หลังจากนั้นผ่านไป 15 นาทีจึงให้ผู้ทดลองเลือกอาหารบุฟเฟ่ต์จากเมนูที่ทางทีมวิจัยเตรียมเอาไว้ให้แล้ว โดยแบ่งออกเป็น 3 คอร์ส ซึ่งคอร์สแรกส่วนใหญ่เป็นอาหารจำพวกผักและผลไม้ นอกจากนั้นเป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์และขนมหวานโดยที่ไม่มีผักและผลไม้ปนอยู่เลย ส่วนผลออกมาว่าผู้ทดลองที่ได้ดมกลิ่นลูกแพร์มีแนวโน้มเลือกอาหารคอร์สแรก ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกลับอีกกลุ่มหนึ่งที่กลับมีแนวโน้มเลือกทานขนมหวานอย่างบราวนี่ช็อกโกแลตราดน้ำเชื่อมผลไม้ ซึ่งคิดดูเอาก็แล้วกันว่ามันจะมีปริมาณแคลอรี่สูงขนาดไหน เสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ออกมาชี้ถึงผลการทดลองดังกล่าวว่ากลิ่นหอมหวานสดชื่นของผลไม้นั้นมันช่วยลดความอยากอาหาร และยังเป็นตัวการสำคัญในการโค่นปัจจัยกระตุ้นให้อยากทานของหวานไปได้ประมาณหนึ่ง ซึ่งเกิดจากกลิ่นของผลไม้จะไปสะกิดให้สมองของเรารู้จักแยกแยะอาหารเพื่อสุขภาพออกจากอาหารที่ไม่มีประโยชน์เลยได้อย่างชัดเจน รวมทั้งยังเป็นแรงผลักดันให้เราระมัดระวังในการทานมากยิ่งขึ้นไปด้วย

นอกจากนี้ผลการวิจัยยังพิสูจน์ได้อีกด้วยว่ากลิ่นของผลไม้แทบทุกชนิดจะช่วยให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น เนื่องจากกลิ่นหอมหวานสดชื่นของผลไม้นั้นมันสามารถช่วยลดความหิวที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ หนำซ้ำยังส่งผลกระทบไปถึงสมองของเราจนทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกอยากทานผลไม้ขึ้นมาจริงๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อยเลย โดยผลไม้ไม่ได้ให้แค่ความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ยังอุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ดังนั้นเราจึงไม่ต้องแปลกใจไปเลยว่าทำไมผลไม้มักถูกจัดอยู่ในแทบทุกสูตรของการลดความอ้วน

ชีวิตของคนเรานั้นมันย่อมมีขึ้นมีลงมีสุขมีทุกข์ปนเปกันไปสลับสับเปลี่ยนไปตามช่วงจังหวะชีวิตโดยเฉพาะเรื่องของหน้าที่การงาน แต่ก็มีบางท่านที่จิตใจหวั่นไหวไปไม่น้อยเมื่อบางครั้งบางคราวต้องโคจรมาพบกับความล้มเหลวบ้างในบางเวลา ซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องพบเจอเป็นประจำในการทำงานไม่ว่าตำแหน่งจะสูงใหญ่แค่ไหนก็ล้วนแล้วแต่ต่างก็หนีไม่พ้นที่จะเจอสักวัน ดังนั้นวันนี้เราจึงมีเคล็ดลับกับภูมิคุ้มใจในการทำงานมาฝากกัน การยึดหลักธรรมคำสั่งสอนตามหลักพวกเราชาวพุทธมาใช้ในชีวิตประจำวันมันก็ช่วยได้ไม่น้อย โดยเฉพาะคุณธรรมให้ลุถึงจุดหมายปลายทางแห่งความสำเร็จอย่างอิทธิบาท 4 ที่ประกอบไปด้วยฉันทะ ซึ่งก็คือความพอใจในสิ่งที่ตนมี และวิริยะ ซึ่งก็คือความพากเพียร รวมไปถึงจิตตะ ซึ่งเป็นการนั่งสมาธิและเอาใจใส่ในสิ่งนั้นอย่างมั่นคง และวิมังสา ซึ่งเป็นการหมั่นหาสาเหตุและผลในสิ่งที่ทำ เช่นเดียวกับการปรับทัศนะคติให้เป็นกลางมากที่สุดด้วยการมองโลกในแง่บวกจะช่วยให้เราสบายใจขึ้น รวมไปถึงสถานการณ์ต่างๆ ในออฟฟิศก็จะไม่เลวร้ายลงไปกว่าเดิม

การรู้จักแยกแยะเรื่องส่วนตัวไม่ให้มาปะปนกับเรื่องงานนั้นมันก็เป็นสิ่งสำคัญ แม้เราจะไม่ถูกใจกับนิสัยใจคอบางอย่างของเพื่อนร่วมงานทั้งที่คนนั้นทำงานดีไม่มีที่ติ ทำให้เราต้องยอมรับความสามารถของเขา และอย่าเอาความรู้สึกส่วนตัวไปบดบังเรื่องงาน โดยแยกแยะเป็นตอนทำงานก็คุยงานพร้อมทำตัวปกติ ส่วนนอกเวลาเราจะไม่คุยด้วยมันก็เป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อทำได้แบบนี้ชีวิตการทำงานของคุณจะมีความสุขมากขึ้น ขณะเดียวกันนั้นเราก็ควรหัดที่จะเป็นคนพลิกแพลงรู้จักเปลี่ยนเป้าหมายจากเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องดี และฝึกหัดคิดพร้อมมองหลายๆ มุม โดยให้เข้าใจว่าความล้มเหลวไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เช่นเดียวกันกับการไม่รู้จักคำว่าแพ้ก็ไม่มีทางรู้จักความหมายของคำว่าชนะอย่างแท้จริง นอกจากนี้ควรที่จะท่องจำเอาไว้ให้ขึ้นใจว่ายามที่เราท้อแท้และมีปัญหากับเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานตลอดไปจนถึงอุปสรรคขวากหนามต่างๆ จากการทำงานด้วยการระลึกเอาไว้ในใจว่าหากเราเอาชนะตัวเอง และอดใจไม่ให้มีอารมณ์ฉุนหุนหันในวันนั้นมันจะเป็นกุญแจไขไปสู่ความสำเร็จที่กำลังรอเราอยู่ในวันข้างหน้า และสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านั้นมันก็คือเราอาจท้อและยอมต่อใครๆ ได้ แต่ที่สำคัญนั้นเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเอาชนะตัวเราเองให้ได้อย่างสม่ำเสมอ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า