Daily Archives: 2 มิถุนายน 2015

เราคงปฏิเสธกันไม่ได้เลยว่า เรื่องอาหารการกินนั้นมันเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของเราทุกคน

ซึ่งแต่ละคนก็ต้องทานอาหารวันละ 3 มื้อ และก็คงเคยได้ยินสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า ” You Are What You Eat ” ที่ถอดออกมาเป็นซับไทยได้ว่า “คุณทานอะไรไปก็ได้อย่างนั้น” โดยการทานอาหารในแต่ละมื้อนั้นเราก็ควรทานให้พอดี ไม่ใช่ตะบี้ตะบันทาน มันเข้าไปเกินกว่าความจำเป็นที่ร่างกายสมควรได้รับ และกลายเป็นปัญหาทางด้านสุขภาพตามมาทำให้ท่านได้ไขมันส่วนเกิน พร้อมกับรูปร่างที่ไม่พึงประสงค์

สำหรับลำดับแรกเลยในการ ทานให้ถูก สุขภาพดี มีหุ่นเฟิร์ม นั่นก็คือ อย่าทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ให้มากจนเกินไป เช่นเดียวกับอาหารประเภททอดๆ ปิ้งๆ ย่างๆ ที่มีไขมันอิ่มตัวสูงมาก แต่ให้หันมาทานอาหารโปรตีนจากพืชอย่างจำพวกถั่ว ที่ให้โปรตีนได้เทียบเท่ากับ เนื้อสัตว์ รวมทั้งยังควรหลีกเลี่ยงพวกขนมนมเนยที่มีแป้งและน้ำตาลเป็นส่วนผสมหลัก

ขณะเดียวกันนั้นก็ควรทานผลไม้ให้เป็นประจำเพื่อให้ร่างกายมีระบบขับถ่ายที่ดี พร้อมกับได้รับวิตามินและสารอาหารต่างๆ เข้าไปบำรุงร่างกาย

การดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้วก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งน้ำที่ว่านี้ไม่ใช่น้ำหวานหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่เป็นน้ำเปล่านี่แหละ ดีที่สุด การดื่มน้ำมากๆ นั้นจะช่วยชำระล้างสารพิษที่ตกค้างตามร่างกายได้เป็นอย่างดี ขณะที่เวลาหิวขึ้นมาก็อย่าปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลานานจนเกินไป ลองหาของว่างเพื่อสุขภาพอย่างผลไม้ติดไว้ทานแก้ขัดไปก่อน เนื่องจากหากเราปล่อยให้หิวเอามากๆ ก็จะทำให้มีแนวโน้มที่จะจัดหนักจัดเต็มไม่ว่าจะเป็นมื้อใดก็ตาม

การใช้จานอาหารใบเล็กๆ นั้นก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้เราทานได้น้อยลงไปในตัว โดยการทานอาหารในจานเล็กๆ จะทำให้เราเห็นว่าตัวเองทานไปมากน้อยเพียงใดแล้ว แต่ถ้าหากเราใช้จานใบใหญ่มันก็ยิ่งจะทำให้เราทานมากขึ้นไปอย่างไม่รู้ตัว  และการเคี้ยวอาหารอย่างช้าๆ ก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะเปิดโอกาสให้สมองของเราได้มีเวลาคิดสักหน่อยว่า ควรที่จะอิ่มได้แล้ว ซึ่งหากสังเกตดีๆ เวลาที่เราเคี้ยวยิ่งเร็วเรายิ่งจะทานเยอะขึ้นมากกว่าเดิม

การทำอาหารทานเองที่บ้านก็เป็นไอเดียที่ดีเช่นกัน โดยมีผลงานการวิจัยชี้ชัดออกมาแล้วว่า การทานอาหารนอกบ้านจะทำให้เราได้รับแคลอรี่มากกว่าการทานอาหารที่บ้านถึง 2,000 แคลอรี่เลยทีเดียว ตกใจใช่ไม๊คะ ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากการที่เราไปทานอาหารนอกบ้านมักจะฟาดเรียบหมดโต๊ะ ด้วยความเสียดายนั่นเอง นอกจากนี้หากอยากมีสุขภาพดีพร้อมหุ่นเฟิร์มแล้วละก็ อย่าเอาแต่นั่งๆ นอนๆ เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วปล่อยให้ย่อยจนได้ที่ซักพัก ก็ควรที่จะขยับแข้งขยับขาหรือหาเวลาออกไปออกกำลังกายเสียบ้าง แค่นี้หุ่นเฟิร์มๆก็จะอยู่ใกล้เราแค่เอื้อมแล้วล่ะค่ะ

หนึ่งในความใฝ่ฝันของทั้งสาวน้อยสาวใหญ่คงไม่พ้นความต้องการจะมีเอวคอด สวยเข้ารูปดูดีราวกับซุปตาร์, ดารา และนางแบบ รวมทั้งยังเป็นการเสริมสร้างบุคลิกภาพและความมั่นใจ ในการสวมใส่เสื้อผ้าสวยๆ ได้ตามใจปรารถนาอีกด้วย  ดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาแนะนำท่าออกกำลังกายที่ช่วยให้เอวคอดกัน

ท่าแรกนั้นเป็นท่า V-Hold   โดยเริ่มจากท่านั่งที่ให้ก้นของเราชิดไปกับขาพร้อมวางราบไปกับพื้น  หลังจากนั้นให้ใช้มือทั้งสองข้างช้อนเข้าไปที่ใต้ข้อพับแล้วเอนหลัง  พร้อมทั้งยกขาขึ้นไปจนส่วนเข่ารวมไปถึงปลายเท้าขนานไปกับพื้น เมื่อเราทำการทรงตัวได้แล้วจึงค่อยปล่อยมือออกแล้วเหยียดขาตรง ก่อนที่จะค้างอยู่ในท่านี้เอาไว้ที่ 8 ลมหายใจ ก่อนที่จะกลับคืนสู่ท่าเดิมและทำติดต่อกันอีก 3 ครั้ง ซึ่งท่านี้จะสามารถช่วยให้กระชับกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี

ท่า Plank (Pelvis Tuck)   ให้นอนคว่ำหน้าลงไปกับพื้นพร้อมกับตั้งข้อศอกให้อยู่ในระดับเดียวกับหัวไหล่ โดยที่มือทำมุมแหลมพร้อมแยกขาออกให้พอดิบพอดีกับไหล่ แล้วจึงค่อยตั้งปลายเท้าและยกสะโพกขึ้นให้เท้าตั้งฉากไปกับพื้น หลังจากนั้นให้เราเกร็งหน้าท้องค้างเอาไว้ 4 ลมหายใจ ก่อนที่จะผ่อนขาลง ซึ่งไม่ให้แตะกับพื้น พร้อมยกสะโพกขึ้นเล็กน้อยค้างเอาไว้อีก 4 ลมหายใจ โดยให้ทำทั้งสองท่านี้สลับกันไป 3 รอบ ซึ่งท่านี้จะเป็นการช่วยกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องแนวขวางพร้อมเสริมสร้างซิก แพ็คได้ดีอีกด้วย

ท่า Side Crunch & Pulse  เริ่มต้นด้วยการนอนหงายพร้อมยกศีรษะขึ้น โดยใช้มือประสานเอาไว้ใต้ศีรษะพร้อมกับชันขาขึ้นให้เป็นมุมฉาก  หลังจากนั้นจึงค่อยเอนตัวไปทางด้านซ้ายพร้อมกับเกร็งหน้าท้องและยกลำตัวขึ้น เหมือนท่าซิทอัพแต่ไม่ต้องแตะเข่าแล้วให้ทำไป 15-25 ครั้ง ก่อนที่จะคลายกลับคืนสู่ท่าเตรียมให้เท้าวางกับพื้น ส่วนเข่างอให้เป็นฉากพร้อมเหยียดมือซ้ายตึงไปหาทางปลายเท้าและหย่อนลงด้วย การทำไป 15-25 ครั้ง แล้วจึงค่อยกลับคืนสู่ท่าผ่อนคลาย หลังจากนั้นก็ให้เปลี่ยนไปทำเช่นเดียวกันนี้กับทางข้างขวา และเมื่อครบทั้งสองข้างแล้วจึงนับเป็น 1 เซต โดยให้ทำแบบนี้ให้ได้ 2 เซต ซึ่งท่านี้เป็นการบริหารกล้ามเนื้อด้านข้างของหน้าท้อง และกล้ามเนื้ออกช่วงล่าง รวมไปถึงเป็นการสร้างซิกแพ็คไปในตัว

ท่า Leg Reach  ให้นอนราบพร้อมยกไหล่ขึ้นจากพื้นและมือประสานกันไว้ที่ใต้ศีรษะหรือวางราบ ขนานไปกับลำตัว  แล้วจึงค่อยยกขาทั้งสองข้างชันขึ้นให้เข่าอยู่ตรงกับบริเวณสะโพกโดยที่ขาชี้ ออกไปเป็นมุมฉาก หลังจากนั้นก็ให้เกร็งหน้าท้องพร้อมยกตัวขึ้นคล้ายกับท่าซิทอัพ แล้วหายใจเข้าค้างเอาไว้เป็นเวลา 3-5 วินาที    ก่อนที่จะหายใจออกแล้วจึงเปลี่ยนเป็นเหยียดขา 45 องศา ทำแบบนี้ไป 2 เซตให้ได้จำนวนเซตละ 10-15 ครั้ง ซึ่งท่านี้จะช่วยเสริมสร้างซิกแพ็ค เช่นเดียวกับการสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง

แน่นอนว่าบรรดาสาวๆ ทั้งหลาย คงปรารถนาอยากที่จะมีหุ่นสวยเพรียวเรียวเล็กไปแทบทุกสัดส่วน และก็เชื่อว่าคงมีสาวจำนวนไม่น้อยที่กำลังท้อถอยกับการพยายามลดน้ำหนักครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ยังเท่าเดิมไม่ได้ไปไหนเลย

แต่อย่าเพิ่งถอดใจกันไป เพราะว่าวันนี้เรามีเคล็ดแต่ไม่ลับสำหรับ สัปดาห์เดียวหุ่นก็เพรียวได้มาฝากกัน พระเอกของเรานั้นก็คงหนีไม่พ้นน้ำ ซึ่งการดื่มน้ำยิ่งมากก็ยิ่งเป็นผลดีต่อร่างกายและการลดน้ำหนัก เนื่องจากน้ำจะเข้าไปชะล้างของเสียในร่างกายให้ออกมาทางเหงื่อและปัสสาวะ  จะทำได้โดยการให้เราเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำในแต่ละวัน

ส่วนจะเพิ่มเท่าไหร่นั้น ให้คำนวณจากน้ำหนักตัวของเราเป็นหลักค่ะ วิธีการคำนวณ ให้เอาน้ำหนักตัวมาหารด้วย 20  เช่น เราหนัก 50 กิโลกรัมเมื่อหารด้วย 20 ก็จะออกมาได้ว่าเราควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 2.5 ลิตร ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสูตรลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยน้ำเปล่า


มีผลการวิจัย (Institute for Public Health and Water Research และ Virginia Tech University ประเทศสหรัฐอเมริกา) ระบุว่า น้ำเปล่านั้น สามารถเข้าไปช่วยทำให้เกิดการเผาผลาญไขมัน และน้ำตาลในร่างกายได้

ทำไมน้ำเปล่าถึงสามารถลดน้ำหนักได้ ?

ประการแรก  “น้ำทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายลดลง ร่างกายจึงเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดสมดุลความร้อน ส่งผลให้อาหารและพลังงานถูกเผาผลาญตามไปด้วย ช่วยลดปริมาณไขมันส่วนเกินสะสม“   

ประการที่สอง “เมื่อดื่มน้ำเปล่ามากขึ้น ทำให้ลดโอกาสดื่มน้ำหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานน้อยลง จึงควบคุมน้ำหนักง่ายขึ้น“

ประการสุดท้าย บางทีเรารู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังหิว (ทั้งที่ไม่ใช่เวลาอาหาร) ก็เลยซัดอาหารเข้าไปเต็มที่ แต่ขอบอกตรงนี้เลยค่ะว่า ถ้าคุณรู้สึกหิวขึ้นมาเมื่อไร ให้ลองดื่มน้ำดูก่อนสักแก้วสองแก้ว เพราะบางทีคุณอาจจะไม่ได้หิวแบบจริง ๆ จัง ๆ ก็ได้ แค่กระหายน้ำมาก ๆ เท่านั้นเอง


หลังตื่นนอนตอนเช้า ขณะที่ท้องว่างให้ดื่มน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำผึ้งครึ่งช้อนโต๊ะและน้ำอุ่น 1 แก้ว ก็เป็นการช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีทีเดียว ก่อนทานอาหารทุกเช้าให้เราดื่มชาเขียวร้อนสักถ้วยเพื่อช่วยทำความสะอาดร่างกาย และลดอาการท้องผูกไปในตัว เพราะนอกจากชาเขียวจะมีแคลอรี่ต่ำแล้วมันยังเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักชั้นยอดอีกด้วย

ที่สำคัญอย่าลืมลดจำนวนข้าวเพราะว่าเป็นการลดคาร์โบไฮเดรตไปในตัว และควรเลือกทานอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน, ไขมันสูง และของผัดของทอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าเผลอไปทานอาหารขยะทั้งหลาย

การที่เราหันมาทานผักต้มเป็นอาหารทานเล่นก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะมีคุณค่าทางโภชนาการแถมแคลอรี่ก็ต่ำ การลดน้ำหนักจะให้ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นควรที่จะเพิ่มโปรตีน ซึ่งเป็นตัวสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยลดไขมันในร่างกายให้เปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อแทน เช่นเดียวกับการเพิ่มปริมาณไฟเบอร์ หรือเส้นใยอาหาร โดยเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำ (Soluble fibers) จะช่วยในเรื่องการลดน้ำหนักได้ดีเยี่ยมเลยทีเดียว แถมยังช่วยลดคอเลสเตอรอลไม่ดีในร่างกายได้อีกด้วย  โดยสามารถพบได้ในอาหารเหล่านี้ เช่น ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโอ๊ต

สุดท้ายสิ่งที่สำคัญไปไม่น้อยกว่ากันเลยนั่นก็คือ การออกกำลังกาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นต้องทำให้ได้เป็นประจำ โดยเราไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนสก็ได้ แต่สามารถออกกำลังกายเองอย่างง่ายๆ ที่บ้านอย่างเช่นการซิตอัพ, การเดิน และการวิ่งเป็นเวลาประมาณวันละ 15-20 นาทีแค่นี้หุ่นที่ดีก็ไม่หนีเราไปไหนแล้วล่ะ ที่สำคัญอย่าติดโรคเลื่อนผลัด วันประกันพรุ่ง เมื่อคิดจะลดน้ำหนักแล้วก็ควรเอาจริงเอาจังอย่าย่อท้อต่ออุปสรรค

เรื่องน้ำหนักตัวนั้นมันเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บรรดาสาวๆ ทั้งหลายต่างให้ความสำคัญและอยากให้มันอยู่ในตัวเลขที่น้อยๆ หรือไม่ก็ให้สมส่วน โดยต่างก็มีหลากหลายวิธีในการลดน้ำหนักไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอาหารหรือใช้ ทางลัดด้วยการซื้อหาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดน้ำหนักมาช่วยอีกทางก็ตามที แต่วันนี้เรามีเคล็ดไม่ลับกับการลดน้ำหนักอย่างง่ายดายด้วยการนั่งที่ฟังดู แล้วอาจไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อกันละว่าการนั่งหัวเราะก็ถือเป็นการลดน้ำหนักอย่างหนึ่ง ซึ่งทุกคนต่างคาดไม่ถึงกันอย่างแน่นอน แต่มีผลวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแวนเดอบิลท์ออกมาว่าถ้าเราหัวเราะ ให้ได้วันละ 10 – 15 นาทีเพียงเท่านี้ก็จะทำให้ร่างกายของเราได้เผาผลาญแคลอรี่ไปได้อย่างมากมาย ถึง 40 กิโลแคลอรี่เลยทีเดียว นอกจากนี้การที่เราได้หัวเราะนั้นมันยังเป็นการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ได้อีก 10 – 20% ซึ่งจะช่วยในการกระตุ้นระบบเมตาบอริซึ่มให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันนั้นการนั่งในบริเวณที่มีอากาศเย็นก็เป็นการช่วยลดน้ำหนักได้อีก ทางหนึ่ง ซึ่งอุณหภูมิแวดล้อมร่างกายที่ต่ำจะทำให้ร่างกายของเรานำเอาพลังงานจากการ ทานอาหารมาปรับเปลี่ยนเป็นความร้อนเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายของเรา

การ นั่งทานอาหารไปพร้อมกับเปิดเพลงคลอตามไปด้วยเบาๆ ก็เป็นการช่วยลดน้ำหนักได้ดีไม่น้อยเช่นเดียวกัน โดยเสียงเพลงนั้นมันจะทำให้เราผ่อนคลายและเคี้ยวอาหารได้ช้าลง รวมทั้งยังเป็นการช่วยให้ร่างกายของเราได้ดูดซึมอาหารดียิ่งขึ้นอีกด้วย ตลอดจนเสียงดนตรียังทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่าจนอยากขยับแข้งขยับขาไปมา ในท่านู้นท่านี้อีกด้วย และหากเรายับยั้งชั่งใจไว้ไม่อยู่เผลอออกสเต็ปไปก็จะช่วยให้ลดพลังงานภายใน ร่างกายไปได้ถึง 132 กิโลแคลอรี่เชียวแหละ

แม้ว่าการนั่งทานอาหาร บ่อยๆ อยู่กับที่นั้นทุกคนต่างฟันธงลงความเห็นกันว่ามันเป็นตัวการอันร้ายกาจในการ เพิ่มน้ำหนัก แต่แท้ที่จริงแล้วนั้นการทานอาหารบ่อยๆ เป็นผลดีต่อร่างกายอย่างมากเนื่องจากเมื่อเราไม่ได้ขยับเนื้อขยับตัวไปไหนก็ จำเป็นต้องให้ภายในร่างกายได้ขยับแทน โดยการแบ่งอาหารหลักเป็น 3 มื้อแล้วทานมื้อย่อยๆ ทุกชั่วโมง ซึ่งอาหารที่ทานก็ต้องเลือกให้ดีด้วยไม่ใช่ว่าซัดแต่อาหารที่มีไขมันสูงหรือ เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง โดยให้เราลองทานขนมปังโฮลวีทสักแผ่นสองแผ่นแทนก็ได้ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญให้ทำงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเป็นการลดความหิวไปในตัว

แน่นอนว่าความขาวย่อมเป็นสิ่งที่สาวทั้งหลายต่างปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมนั่นก็คือต้นตอบ่อเกิดของความขาวจากสารกลูต้าไธโอน นั้นสืบเนื่องมาจากเป็นผลข้างเคียงของการที่นำไปใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับ ระบบเส้นประสาทบกพร่องอาทิเช่นโรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อม, โรคปลายเส้นประสาทอักเสบ, มะเร็งกระเพาะอาหารและต่อมลูกหมาก โดยผลข้างเคียงของสารกลูต้าไธโอนไปยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งส่งผลให้เม็ดสีผิวหนังของเราเปลี่ยนแปลงไปจากสีน้ำตาลดำไปเป็นเม็ดสี ชมพูขาว ทำให้มีคนหัวใสนำไปใช้ในการเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยความงามใน รูปแบบเม็ดเพื่อหวังว่าจะช่วยชะลอความแก่และช่วยให้ผิวขาวอมชมพูดูเป็น ธรรมชาติ แม้บรรดาเจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ จะมีการนำเอาสารกลูต้าไธโอนมาทำเป็นยาเม็ดขนาดความแรงแตกต่างกันออกไปเพื่อ ใช้ในการทานเป็นอาหารเสริม และหวังว่ามันจะสามารถทดแทนปริมาณกลูต้าไธโอนที่ร่ายกายมีไม่พอหรือขาดตก บกพร่องอันสืบเนื่องมาจากโรคร้ายต่างๆ แต่จากการรวบรวมข้อมูลออกมาพบว่าสารกลูต้าไธโอนไม่สามารถถูกดูดซึม จากกระเพาะอาหารได้ โดยจะถูกย่อยสลายและขับออกไปทางลำไส้

ขณะเดียวกัน ก็มีการพยายามที่จะนำสารกลูต้าไธโอนเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีฉีดเข้าเส้นหรือ เข้ากล้ามเนื้อเช่นเดียวกับการรักษาโรคต่างๆ เพื่อหวังให้ผิวพรรณขาวผ่องเป็นยองใยพร้อมอมชมพูใสไปตามธรรมชาติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผลข้างเคียงของสารกลูต้าไธโอนที่ส่งผลให้เรามีผิวที่ขาว สดใสมันก็เป็นเพียงแค่การซื้อเวลาระยะสั้นๆ เท่านั้นเอง ดังนั้นทางที่ดีอย่าไปเสี่ยงเจ็บเนื้อเจ็บตัวแถมเปลืองสตางค์ในกระเป๋าไปกับ การเอาร่างกายเราไปฉีดสารกลูต้าไธโอน

กลูต้าไธโอนเป็นสารต้านอนุมูล อิสระภายในร่างกายที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินซีหรือวิตามินอี แต่เมื่อเราอายุมากขึ้นปริมาณกลูต้าไธโอนภายในร่างกายก็จะลดน้อยลงไปตาม ลำดับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเซลล์และอวัยวะทุกส่วนของร่างกายให้เสื่อมโทรมลง อย่างไรก็ดีมีนักวิจัยพบว่าหากผู้ที่มีอายุยืนยาวพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรง แล้วนั้นมันจะตรวจพบสารกลูต้าไธโอนในกระแสเลือดอยู่ในปริมาณที่สูง นอกจากนั้นเรายังสามารถที่จะเลือกทานอาหารตามธรรมชาติที่มีสารกลูต้าไธโอนดี กว่าจะไปหลงเชื่อใช้สารนี้ในทางที่ผิดและขาดความเข้าใจ โดยกลูต้าไธโอนตามธรรมชาติพบมากในผลไม้อย่างสตรอเบอร์รี่, ผลอโวกาโด, แตงโม, องุ่น ขณะที่ผักก็พบในหน่อไม้ฝรั่ง ทางด้านเนื้อสัตว์นั้นก็หาได้จากปลาและเนื้อแดง

ถ้าพูดกันตามจริงก็คือทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงชราทุกคนควรจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน แม้วัยรุ่น หรือวัยทำงานซึ่งเป็นวัยที่อยู่ในช่วงสุขภาพร่างกายสมบูรณ์ก็ยังต้องการการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่เช่นกัน การกินนั้นมันจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสีที่มีผลต่อการดำรงชีวิตของเราทุกคน ในแต่ละมื้อของวัน

เรามาดูระดับพลังงานที่แต่ละวัยต้องการกันก่อนค่ะ นนี้เราไปดูกันดีกว่าว่าวัยทำงานและวัยรุ่นนั้นควรกินอะไรกันดี

ระดับพลังงาน แตกต่างกันตามเพศ วัย และกิจกรรม

  • พลังงาน 1600 กิโลแคลอรี – สำหรับเด็ก หญิงวัยทำงาน และผู้สูงอายุ
  • พลังงาน 2000 กิโลแคลอรี – สำหรับวัยรุ่น ชายวัยทำงาน
  • พลังงาน 2400 กิโลแคลอรี – สำหรับผู้ที่ใช้พลังงานมาก เช่น นักกีฬา เกษตรกร กรรมกร
  • ต่อจากนั้นก็มาดูว่า จะกินอย่างไรให้สมดุล ปริมาณพอดี ซึ่งต้องดูจากปริมาณอาหารในแต่ละกลุ่ม

คนวัยทำงานมีปัญหาสุขภาพอะไรบ้าง ?

– เหนื่อยง่าย หมดแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ

– อ่อนเพลียง่าย พักผ่อนแล้วก็ไม่ดีขึ้น

– ซึมเศร้าเป็นครั้งคราว

– ปวดศีรษะเป็นครั้งคราว

– กินอาหารต่อวันไม่ครบ 5 หมู่

– ไม่มีเวลากินอาหารเช้า

– ไม่มีโอกาสกินผักหรือผลไม้เป็นประจำทุกวัน

– ต้องทำงานหนัก และนอนดึก

– ไม่มีเวลาออกกำลังกาย

– ไม่มีเวลาไปพบแพทย์ และไม่อยากไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ FYI 1,000 มิลลิกรัม คือจำนวนของวิตามินซีที่วัยทำงานควรได้รับต่อวัน 2,000 Kcal คือจำนวนพลังงานที่วัยทำงานใช้ต่อวันถ้าไม่อยากอ้วนอย่ากินอาหารมากกว่านี้


แน่นอนว่าวัยทำงานเป็นวัยที่ต้องใช้สมองเยอะเป็นพิเศษ ดังนั้นอาหารการกินควรเป็นจำพวกที่บำรุงสมองและระบบประสาท  รวมทั้งเสริมด้วยวิตามินบี 1 ที่หาได้ไม่ยากจากธัญพืชประเภทข้าวกล้อง, ข้าวซ้อมมือ, รำข้าว, งา, ข้าวโพด, ข้าโอ๊ต, แครอท, ผักกาดหอม, กะหล่ำปลี, คะน้า, มะเขือเทศ, ถั่วงอก และถั่วต่างๆ แต่ควรเลือกกินปลาแทนเนื้อสัตว์ใหญ่เพราะว่าในเนื้อปลามีกรดไขมันที่จำเป็น ต่อร่างกายโดยเฉพาะน้ำมันปลา ซึ่งมีสารอาหารที่สำคัญต่อการบำรุงระบบประสาทอย่างโอเมก้า 3 ที่ช่วยให้ระบบการทำงานของสมองดียิ่งขึ้น  รวมไปถึงช่วยลดความเครียดและอารมณ์ซึมเศร้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

แต่ถ้าหากเครียดมากๆ คนวัยทำงานก็ควรที่จะหันมากินผลไม้สดระหว่างวันจะดีกว่าหัดไปซดชากาแฟ เพราะเอนไซม์ในผลไม้สดจะช่วยเรียกความสดชื่นให้เราได้เป็นอย่างดี

ปัญหานอนไม่หลับก็เป็นอีกอย่างที่มักพบในวัยทำงานและวัยรุ่น โดยหากวันไหนข่มตาไม่หลับจริงๆ ขอแนะนำให้กินกล้วยที่เป็นผลไม้อันอุดมไปด้วยแมกนีเซียมและโปแตสเซียมที่ไม่ใช่เพียงแค่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท่านั้น  แต่มันยังมีทริปโตฟาน ซึ่งเป็น 1 ใน 20 กรดอะมิโนจำเป็นสำหรับร่างกายของเรา ที่เปลี่ยนเป็นเซโรโทนินหรือสารสื่อประสาท ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์, ความหิว, ความโกรธ และเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้สมองของเราได้ผ่อนคลายเป็นอย่างดี แต่ก็อย่ากินเยอะไปเพราะจะทำให้จุกจนนอนไม่หลับ

แนวทางการบริโภคเพื่อสุขภาพที่ดีของคนวัยทำงาน

1. รับประทานธัญพืช ซึ่งมี 2 ประเภท คือ ธัญพืชไม่ขัดสี ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามินบี และใยอาหารสูง และธัญพืชขัดสี ที่มีสีขาวน่ารับประทาน และเก็บไว้ได้นาน แต่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ

2. รับประทานอาหารจำพวกไขมันอิ่มตัวแต่น้อย ไขมันอิ่มตัว ได้มาจากไขมันสัตว์ ไข่ ผลิตภัณฑ์นม น้ำสลัด ฯลฯ

3. รับประทานไขมันทรานส์แต่น้อย ไขมันทรานส์ส่วนใหญ่ พบมากในเบเกอรี่ที่มีมาการีน หรือเนยเทียมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้ ผ่านกระบวนการเติมออกซิเจนในน้ำมัน เพื่อเปลี่ยนน้ำมันให้เป็นก้อนไขมัน ทำให้ร่างกายมีระดับโคเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีสูงขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

4. รับประทานไขมันโคเลสเตอรอลแต่น้อย โคเลสเตอรอลที่ว่านี้ คือโคเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) ซึ่งได้มาจากไขมันสัตว์ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง นมไขมันเต็มฯ หากบริโภค-โคเลสเตอรอลมากเกินไป จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดมากขึ้น

5. รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ร่างกายย่อยไม่ได้ จึงช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ดี

6. รับประทานอาหารที่ใส่น้ำตาลให้น้อยที่สุด อาหารที่ให้รสหวาน มาจาก 2 แหล่ง คือ จากผลไม้ หรือน้ำตาลฟรุก-โตส ซึ่งมีแร่ธาตุ และวิตามินที่มีประโยชน์ติดมาด้วย อีกแหล่ง ได้จากน้ำตาลที่ใช้ปรุงอาหาร หรือน้ำตาลกลูโคส ที่ไม่มีแร่ธาตุ หรือวิตามิน ซึ่งน้ำตาลชนิดนี้จะต้องมีการจำกัดปริมาณในการรับประทาน เพราะเป็นน้ำตาลที่ให้พลังงาน

7. รับประทานอาหารเค็มให้น้อยที่สุด อาหารที่มีรสเค็มมาก บ่งบอกถึงปริมาณโซเดียมที่สูง ซึ่งทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น แล้วสามารถต่อยอดไปเป็นโรคหัวใจ อัมพาต และโรคไตได้ในที่สุด

8. บริโภคแอลกอฮอล์ให้น้อยที่สุด ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมีอายุเฉลี่ยสั้นกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม

9. เสริมวิตามิน สำหรับคนวัยทำงานที่เริ่มเข้าสู่วัยทอง ควรรับประทานอาหารที่เสริมวิตามินบี12 และวิตามินดี หรือออกแดดอ่อนๆ ช่วงเช้า เพื่อช่วยในการทำงานของระบบประสาท และกระดูก

แม้ว่าในวัยทำงาน และ วัยรุ่น ส่วนใหญ่ มักจะหลีกเลี่ยงไม่พ้นงานสังสรรค์ปาร์ตี้ที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อร่างกาย คนวัยทำงานอยู่ในช่วงวัยที่รักการสังสรรค์ หากลด ละ เลิก แอลกอฮอล์ได้ชีวิตจะดีขึ้น เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถ้าดื่มจนติดแล้วจะทำให้ร่างกายขาดวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งอาจจะเป็นโรคตับแข็งเป็นของแถม เลิกได้เลิกเถอะ

ดังนั้นถ้าหากเราอยากมีสุขภาพที่ดี การเลือกกินแต่อาหารที่ดีมี ประโยชน์ให้คุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน การออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย นอกเหนือจากสุขภาพที่ดีแล้วนอกเหนือจากสุขภาพที่ดีแล้ว เรายังได้ร่างกายที่มีหุ่นเท่ๆ ไว้อวดเพศตรงข้ามด้วยนะ

คงมีสาวๆ จำนวนไม่น้อยที่เกิดคำถามขึ้นภายในใจว่า ทำไม๊ ทำไมอุตส่าห์เจียดเวลาไปเข้าฟิตเนต หรือออกกำลังกายภายในยิม เพื่อหวังสลัดไขมันส่วนเกินไปให้สิ้นซาก แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าต่อให้ออกกำลังกายไปสักเพียงใดกลับยังไม่เห็นผลลัพธ์ เป็นที่น่าพอใจสักที

วันนี้เราจึงชวนสาวๆ ลองมาสำรวจกันดูว่าท่านมักจะพลาดเรื่องใดบ้างในการไปออกกำลังกายทุกครั้งที่ยิม ….

แม้ว่าเครื่องออกกำลังกายประเภทยกน้ำหนักนั้นมันจะดูไม่ค่อยเหมาะสมกับสาวๆ มากนัก แต่นั่นกลับเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับสาวๆ ที่ละเลยหรือมองข้ามมันไป โดยที่จริงแล้วนั้นร่างกายของเราทุกคนต่างสามารถยกเวทหรือดัมเบล เพื่อยกกระชับกล้ามเนื้อให้ฟิตแอนด์เฟิร์มได้ ซึ่งจะต่างกันก็เพียงตรงที่ความเหมาะสมของแต่ละบุคคลเท่านั้นเอง

ดังนั้นหากสาวท่านใดอยากลดสัดส่วนบริเวณท้องแขนหรือช่วงต้นขาแล้วล่ะก็ขอแนะนำให้เล่นเวท หรือยกดัมเบลเบาๆ สักหน่อย พอหอมปากหอมคอเอาให้พอรู้สึกเมื่อล้าหรือตึงๆ จึงค่อยหยุด และทำซ้ำกันแบบนี้ทุกวัน การันตีได้เลยว่าเห็นผลอย่างแน่นอน ส่วนใหญ่แล้วในยิมหรือฟิตเนตต่างๆ มักจะมีราวให้ยึดจับไปพร้อมกับอุปกรณ์ออกกำลังกายแทบทุกชนิด และสาวทั้งหลายก็ไม่ลืมที่จะจับยึดให้แน่นเพื่อไม่อยากเสี่ยงต่อการเกิด อุบัติเหตุ แต่หารู้ไม่ว่านั่นเป็นการขัดขวางการเผาผลาญแคลอรี่ตัวดีเลยทีเดียวเชียวล่ะ

ดังนั้นคราวหน้าลองเปลี่ยนท่าเล่นใหม่ให้ยืนตัวตรงให้มั่น แล้วหายใจเข้าด้วย การเกร็งหน้าท้องเป็นระยะเพื่อบริหารหน้าท้องไปในตัว แต่ก็ต้องเลือกเอาเฉพาะอุปกรณ์ที่สามารถปล่อยมือเล่นได้เท่านั้น ขณะเดียวกันนั้นสาวๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยอยากที่จะมองกระจกระหว่างการออกกำลังกาย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญต่างแนะนำว่า เราควรมองดูท่าทางการออกกำลังกายของเราให้ชัดเจนขณะออกกำลังกาย   เพื่อที่จะได้รู้ว่าส่วนใดของร่างกายเคลื่อนไหวออกแรงไปบ้าง เพื่อที่จะได้พัฒนาในจุดที่ด้อยได้อย่างถูกทาง

หลังจากการออกกำลังกายเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น สาวๆ ส่วนใหญ่ต่างมักไม่ให้ความสำคัญกับอาหารที่จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อทดแทนความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ ซึ่งหนุ่มๆ ส่วนใหญ่ก็มักทานโปรตีนเวย์เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ  จึงจำเป็นไม่น้อยเลยทีเดียวที่สาวๆ จะหันมาใส่ใจในการเสริมสร้างโปรตีน เพื่อให้เข้าไปกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อเพื่อ ฟื้นฟูสภาพจากความเหน็ดเหนื่อย นอกจากนี้ที่สำคัญนั้นก็คือเป็นการเสริมสร้างโปรตีนให้กับร่างกายในช่วงที่ เรียกได้ว่าถูกที่ถูกเวลาอย่างแท้จริง ซึ่งมันยังจะมีความสามารถในการที่จะช่วยให้เราเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีเพิ่มขึ้นอีกด้วย

แม้ว่าทุกคนต่างพากันเข้าใจว่ากาแฟนั้นมันมีคาเฟอีน ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป แต่สำหรับคอกาแฟแล้วนั้นมันย่อมอดไม่ได้กับกลิ่นที่มันหอมกรุ่นโชยมาเตะจมูกจนบอกลากาแฟไม่ได้เสียที ดังนั้นวันนี้เราจึงขอนำข้อดีของการดื่มกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะพอเจาะมาฝากกัน ซึ่งไม่ควรลืมที่จะจำกัดน้ำตาล, นมและครีมเทียม การดื่มกาแฟในปริมาณที่ไม่มากเกินไปช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วได้ โดยมีผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อปี 2002 ออกมาว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวันจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วในถุงน้ำดีลดลงราว 25% เช่นเดียวกับที่มีผลงานการวิจัยออกมาก่อนหน้านี้ว่าผู้ชายที่ดื่มกาแฟอย่างสม่ำเสมอจำช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วที่ถุงน้ำดีเหมือนกัน ขณะเดียวกันจากผลการวิจัยก็ยังพบว่าการดื่มกาแฟสักวันละ 2-3 แก้วนั้นมันเป็นการลดความเครียดลงไปได้ประมาณ 15% แต่ถ้าหากดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวันจะช่วยลดความเครียดได้มากถึง 20% เลยทีเดียว

ขณะเดียวกันนั้นก็มีผลวิจัยจากทางภาครังสีวิทยาของอเมริกาเหนือระบุว่าการดื่มกาแฟวันละ 2 แก้วจะช่วยพัฒนาความจำและทำให้ปฏิกิริยาตอบโต้ดีขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยจากอีกสถาบันหนึ่งที่ว่าผู้หญิงวัย 65 ปีที่ดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 3 แก้วจะมีความจำที่ดีขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟหรือดื่มน้อยกว่านี้ เช่นเดียวกับทางมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริด้าที่ออกมาเผยว่าผู้ที่มีอายุก้าวเข้าสู่วัยกลางคนควรที่จะดื่มกาแฟให้ได้วันละ 4-5 แก้วเพื่อเป็นการเพิ่มระดับฮอร์โมน GCSF ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดความสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยอีกหลายชิ้นที่ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าการดื่มกาแฟวันละ 2-5 แก้วนั้นมันเป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเซลล์มะเร็งเต้านม, มะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งในตับได้อีกด้วย โดยคาเฟอีนนั้นมันมีสรรพคุณในการเข้าไปช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์ผิดปกติพร้อมกับกำจัดสารพิษที่ร่างกายได้รับได้ในระดับหนึ่งเลยล่ะ เช่นเดียวกับที่ว่าคาเฟอีนมีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเมตาบอริซึ่มและอาจทำให้น้ำหนักตัวของเรานั้นมันลดลงได้ โดยมีผลวิจัยล่าสุดเมื่อปี 2006 สรุปได้ว่าคาเฟอีนในเมล็ดกาแฟสดคั่วบดมีผลกับการลดน้ำหนักในผู้หญิงได้จริง ซึ่งสามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ยที่ 7.7 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 22 สัปดาห์ ขณะที่มีสถาบันการแพทย์อเมริกันได้ทำการวิจัยออกมาว่าคาเฟอีนในกาแฟมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคพาร์กินสัน ซึ่งผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำวันละ 2-3 แก้วจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคพาร์กินสันได้มากถึง 25%

ทุกวันนี้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่คอยซื้อหาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมาเพิ่มเติมบำรุงร่างกายกันจนมันกลายเป็นแฟชั่นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบางทีนั้นมันอาจจะไม่ได้จำเป็นสำหรับใครบางคนเลยก็ว่าได้ แต่ทั้งหมดที่ทำไปนั้นมันอาจจะเป็นเพียงแค่แห่ไปตามกระแสก็เท่านั้นเอง ดังนั้นวันนี้เราจึงมาดูกันดีกว่าว่าแท้จริงแล้วนั้นอาหารเสริมเหมาะสำหรับใครกันแน่ อาหารเสริมนั้นเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่พักผ่อนน้อยรวมทั้งยังมีอาการเครียดจากการตรากตรำทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เช่นเดียวกับผู้ที่สูบบุหรี่และตกอยู่ภายในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษทางอากาศสูงกว่าปกติ ตลอดจนผู้ที่มีสารอนุมูลอิสระภายในร่างกายมากกว่าคนปกติ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการที่ชอบทานอาหารจำพวกปิ้งๆ ทอดๆ ย่างๆ อย่างสม่ำเสมอนั่นเอง นอกจากนี้อาหารเสริมก็ยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีแต่ต้องการบำรุงสุขภาพเน้นเฉพาะบางส่วนให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกันนั้นผู้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการที่ต้องสัมผัสรังสีจากเครื่องใช้ต่างๆ อาทิเช่นคอมพิวเตอร์, เตาไมโครเวฟ, โทรศัพท์มือถือ และเครื่องถ่ายเอกสารก็จำเป็นต้องการทานอาหารเสริมเข้าไปเพิ่มเติมความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย และที่สำคัญนั้นก็คงเป็นในกลุ่มผู้ที่มีอาการบ่งบอกส่งสัญญาณถึงความเสื่อมของร่างกายไม่ว่าจะเป็นอาการอ่อนเพลียง่าย, ขาดความสดชื่น, นอนไม่หลับ, ผิวแห้ง, และขาดสมาธิล้วนแล้วแต่ต้องรีบหาอาหารเสริมมาทานเพื่อทดแทนการขาดสารอาหารของร่างกาย นอกจากนี้ในผู้ที่ลดน้ำหนักแล้วนั้นหากอยากให้มันเห็นผลเร็วชัดเจนมากยิ่งขึ้น การทานอาหารเสริมลดน้ำหนักควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทานอาหารก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้น้ำหนักตัวของเรานั้นมันลดลงไปอย่างที่ปรารถนา โดยในอาหารเสริมนั้นมันส่วนใหญ่จะมีสารสกัดที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและเผาผลาญพลังงานภายในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงสารบางตัวที่ช่วยให้ความอยากอาหารของเราลดน้อยลงไปได้ สำหรับผู้ที่ต้องการจะมีผิวพรรณที่ขาวผ่องเป็นยองใย อาหารเสริมก็มีส่วนช่วยได้ไม่น้อยเช่นกัน โดยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มเติมความสดใสให้กับผิวของเรานั้นมันมักจะมีสารสกัดที่ช่วยทำให้ผิวของเราขาวกระจ่างใสมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังมีสารอาหารบางตัวที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวของเราดูนุ่มน่าสัมผัสมากยิ่งขึ้น ตลอดจนสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยยับยั้งไม่ให้เราเกิดริ้วรอยบนใบหน้าก่อนวัยอันควร จนทำให้เราได้ใบหน้าที่อ่อนเยาว์ดูมีน้ำมีนวลพร้อมทั้งยังขาวอมชมพูดูมีเลือดฝาดตามธรรมชาติอีกด้วย

ก่อนอื่นต้องยอมรับกันเลยว่าในชั่วโมงนี้มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมออกมาให้เราได้เลือกซื้อเลือกหากันมากมายไปหมดจนล้นตลาดก็ว่าได้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ผู้คนสมัยนี้หันมาเอาใจใส่ในสุขภาพของตัวเองกันมากยิ่งขึ้น แม้ว่าอาหารเสริมจะมีประโยชน์หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง, การป้องกันโรคร้ายต่างๆ, อาจมีส่วนช่วยในการรักษาโรคเรื้อรังหรือโรคทั่วไปได้ดีขึ้น รวมไปถึงอาจช่วยยับยั้งหรือช่วยลดระยะเวลาอาการป่วยลงได้ แต่อย่างไรก็ดีทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ควรที่จะเลือกทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการพร้อมกับสุขภาพที่กระฉับกระเฉงดีกว่ามาพึ่งอาหารเสริม ซึ่งชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นอาหารเสริมดังนั้นมันจะไปดีกว่าอาหารหลักได้อย่างไร

แต่เราก็คงปฏิเสธการหาอาหารเสริมมาเพิ่มเติมความแข็งแกร่งให้กับร่างกายบ้างไม่ได้ หลังจากที่ทุกวันนี้เราต่างต้องมีชีวิตที่เร่งด่วน และต้องทำแทบทุกสิ่งทุกอย่างแข่งขันกับเวลาภายใต้ความวุ่นวายเร่งรีบ ทำให้มันส่งผลกระทบไม่น้อยเลยที่จะทำให้ตัวเรายากที่จะทานอาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ ซึ่งบางครั้งเราต้องฝากกระเพาะอาหารเอาไว้กับอาหารสำเร็จรูปอยู่บ่อยๆ ด้วยซ้ำไป ดังนั้นมันจึงจำเป็นที่จะทำให้เราต้องหาอาหารเสริมทานเพิ่มเติมในส่วนที่ร่างกายขาดหายไปนั่นเอง ขณะเดียวกันนั้นการเลือกทานอาหารเสริมก็ควรที่จะเลือกทานเพียงแค่ในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้น เนื่องจากหากทานมากจนเกินไปก็จะถูกขับถ่ายหรือไม่ถูกดูดซึมเข้าไปอย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างเช่นปกติในหนึ่งวันคนเราต้องการวิตามินซีในการต้านอนุมูลอิสระ 1,000 มิลลิกรัม ขณะที่หากเครียดก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 มิลลิกรัม และถ้ากำลังเป็นหวัดจะต้องการมากเป็น 4,000 – 6,000 มิลลิกรัม นอกจากนี้หากเป็นมะเร็งอาจต้องเพิ่มปริมาณเป็น 10,000 – 50,000 มิลลิกรัมเลยทีเดียว แต่ในทางตรงกันข้ามหากร่างกายไม่ได้ต้องการมากมายขนาดนั้น การทานวิตามินซีเกินความต้องการร่างกายก็จะไม่ดูดซึมและถูกถ่ายทิ้งออกไป

ขณะเดียวกันก็อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียเช่นเดียวกับการทานมะขามเข้าไปมากๆ ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับการเลือกทานอาหารเสริมให้เหมาะสมกับตัวเอง โดยหากเราทานในปริมาณที่พอดิบพอดีก็จะช่วยบำรุงสุขภาพร่างกาย และช่วยฟื้นฟูปัญหาทางด้านสุขภาพได้อย่างตรงจุด รวมไปถึงยังอาจเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายของเรานั้นมันแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น แต่ก็อย่าลืมที่จะทานอาหารเสริมควบคู่ไปกับอาหารหลักให้ครบถ้วนอย่างเหมาะสมตามหลักโภชนาการที่ดี เพียงเท่านี้เราก็จะได้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงพร้อมเผชิญหน้ากับทุกสภาวะแวดล้อมแล้วล่ะ