บทความ

Fidera Serum เนื้อครีมที่เนียน แน่น ซึมซาบเร็วของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่สดชื่นเป็นพิเศษนี้ มอบประสบการณ์ความรู้สึกใหม่ ผิวคืนความมีชีวิตชีวาอย่างเต็มที่ และดูสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อตื่นนอนให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวอย่างสูงสุดพร้อมปกป้องผิวจากมลภาวะต่างๆ ช่วยให้ผิวยกกระชับเรียบเนียนและอ่อนกว่าวัย พร้อมทั้งปกป้องริ้วรอยที่จะเกิดขึ้นใหม่ เพอร์เฟคสำหรับทุกสภาพผิว ช่วยปรับสภาพผิวให้มีความแข็งแรงยืดหยุ่น ฟื้นฟูบำรุงผิวให้เปล่งประกาย ให้คุณมั่นใจได้ทุกครั้ง ให้ผิวสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกเสริมประสิทธิภาพการฟื้นบำรุงความอ่อนเยาว์ที่มองเห็นได้ทั้ง 6 ประการพร้อมกันในหนึ่งเดียว ผิวรอบดวงตารู้สึกกระชับขึ้น ผิวเปลือกตาดูราวกับยกขึ้น รอยตีนกา

ริ้วรอยจากการขาดความชุ่มชื้นและรอยย่นลดเลือน รอยคล้ำจางลง ผิวหย่อนคล้อยบริเวณใต้ตาดูลดลง และรอบดวงตาดูกระจ่างใสขึ้นอย่างชัดเจน เติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างยอดเยี่ยม ชั้นล่างเป็นเนื้อครีมสดชื่น เข้มข้นทว่าบางเบา ทรงประสิทธิภาพเติมความชุ่มชื้นถึงขีดสุด ส่วนชั้นบนเป็นทรีตเม้นต์ฟื้นฟูบำรุงความกระจ่างใส มาพร้อมกระจกซึ่งช่วยให้ใช้ได้สะดวกขึ้นด้วยสูตรลับ เฉพาะอันทรงคุณค่าแห่งสารสกัดจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติ เพื่อเพิ่มความขาว กระจ่างใส เปล่งปลั่ง ที่บรรจงคัดสรรมาอย่างดีเยี่ยม จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการบำรุงและฟื้นฟูผิวอันล้ำลึกที่เหนือกว่า จนสังเกตเห็นผลลัพธ์ได้ ซึ่งทำหน้าที่ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างสูงอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับสารอื่นๆ และมีคุณสมบัติในการส่งผลให้ผิวขาว กระจ่าง ใส จึงทำให้มั่นใจได้ว่า จะทำให้ผิวขาวขึ้นอย่างเห็นได้ขัด และไม่ก่อให้เกิดความระคายเคืองและด้วยคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ใน ซึ่งช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง จึงทำให้ผิวขาวกระจ่างใสไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง พร้อมทั้งลดการอักเสบต่างๆ ของผิวหนัง ทำให้ผิวขาวกระจ่างใสจนถึงขีดสุดโดยปราศจากการระคายเคืองช่วยเติมความชุ่มชื่นให้ผิวเรียบเนียน กระจ่างใส ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย พร้อมปรับสภาพผิวให้พร้อมรับการบำรุง ตอบสนองความต้องการในการบำรุงผิวหน้าอย่างแท้จริง ด้วยคุณประโยชน์จากส่วนผสมที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน ให้ได้มาซึ่งบำรุงผิว ที่มีประสิทธิภาพในการลดเลือนริ้วรอยต่างๆ ให้จางลง พร้อมเติมความชุ่มชื่น ให้ผิวดูใสเรียบเนียน เปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมปรับสภาพผิวให้รับการบำรุงได้ดียิ่งขึ้น

คุณกำลังสับสนระหว่าง ผิวแพ้ง่าย และ ผิวระคายเคืองง่ายอยู่รึเปล่า ลองอ่านบทความนี้ดูค่ะ

คัดลอกมาจากบทความของฟาร์มาบิวตี้แคร์ และเวบบลอกของ blogger ชื่อดัง คุณ Pupe So Sweet

เป็นคำอธิบายเรื่องผิวแพ้และระคายเคืองที่ดีมากๆ ลองอ่านกันดูนะคะ


 

  • ความจริงเกี่ยวกับความผิดปกติจากการใช้เครื่องสำอาง (cr.เรียบเรียงโดยฟาร์มาบิวตี้แคร์)

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเมื่อเกิดการแสบ คัน หรือแดง หรือความผิดปกติจากการใช้เครื่องสำอางจะเป็นการแพ้ไปทั้งหมดซึ่งในความจริง แล้วเมื่อเกิดอาการดังกล่าว ส่วนใหญ่มากกว่า 80-90 % จะเป็นการระคายเคือง ที่เหลืออีก 10-20% เท่านั้นที่เป็นการแพ้จริงๆ

อาการผิดปกติจากการใช้เครื่องสำอางมี 2 ประเภทหลักๆ คือ

1. การระคายเคือง ในทางการแพทย์ใช้คำว่า Irritant contact dermatitis : พบได้ 80-90% และมักเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ที่ใช้ ไม่ใช่เฉพาะเราคนเดียว  อาการนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อผิวสัมผัสกับสารหรือสภาวะที่ก่อให้เกิดการระคาย เคือง เช่น สภาวะความเป็นกรด/ด่างมากเกินไป ร้อน/เย็นเกินไป ใช้สารเคมีหรือเครื่องสำอางที่ทำให้ผิวแห้ง มีส่วนผสมสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายเป็นปริมาณมากหรือใช้ติดต่อ กันเป็นเวลานาน อาการแสดงของการระคายเคือง เช่น มีผื่น แดง และถ้ารุนแรงก็เป็นตุ่มน้ำได้ โดยอาการผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นบนบริเวณที่ทาเท่านั้น ไม่ลามไปส่วนอื่นการระคายเคือง ขึ้นกับ

– ความแข็งแรงและสมบูรณ์ของผิวตอนนั้น : คนที่มีผิวแห้ง ลอก ผิวชั้นนอกขาดความสมบูรณ์ เรียงตัวไม่เป็นระเบียบ กัดหน้ามาตลอด มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการระคายเคืองได้ง่ายกว่าคนทั่วไป- ปริมาณที่ใช้ : ทามาก ระคายเคืองมาก ทาน้อย ระคายเคืองน้อย หยุดใช้อาการก็หายไป

– ระยะเวลาที่ใช้ : ใช้ติดต่อกันนานมาก แรกๆไม่ระคายเคือง ใช่ต่อสักพัก ก็สะสมและระคายได้

– การดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง : แรกๆใช้ไม่เป็นไร ต่อมาไปทำ laser  ไปตากแดด ไม่ทากันแดด  หรือไปทำอะไรก็แล้วแต่ให้ผิวชั้นนอกขาดความสมบูรณ์  ก็ทำให้ระคายเคืองได้

2. การแพ้  ในทางการแพทย์ใช้คำว่า Allergic contact dermatitis : พบได้ 10-20% (พบได้น้อยกว่าอาการระคายเคือง) การแพ้เป็นปฏิกิริยาส่วนบุคคล ผิวของแต่ละคนก็แพ้สารแตกต่างกันไป การจะรู้ว่าตนนั้นแพ้สารเคมีตัวไหน ต้องทำการทดสอบในห้องแลบของ รพ. เรียกว่าการทำ patch test คำถามที่ว่า ครีมนี้หนูใช้ได้มั๊ย ใช้แล้วจะแพ้มั๊ย ไม่มีใครตอบได้ หมอที่เก่งที่สุดในโลกก็ตอบไม่ได้คะ นอกจากจะลองใช้และลองแพ้ดูสักครั้ง การไปทำ patch test  เพื่อเทสต์หาสารที่แพ้ก่อนเป็นเรื่องที่ดี จากนั้นก็ค่อยมาเลือกเครื่องสำอางว่ามีสารที่แพ้ผสมอยู่มั๊ย ถ้าไม่มีก็ใช้ได้ แต่ถ้ามีก็ไม่ต้องซื้อ กันไว้ดีกว่าแก้

*** patch test คือ การทดสอบการแพ้ที่ผิวหนังบริเวณแผ่นหลัง ซึ่งผลทดสอบนี้สามาถใช้อธิบายการแพ้กับผิวหนังทุกส่วนของร่างกาย หมายความว่า ถ้าทำ patch test ที่หลังแล้วพบว่าเราแพ้สาร A   ถ้าเอาสาร A ไปทาที่หน้า ขา แขน หรือส่วนอื่นของร่างกาย ก็จะเกิดอาการแพ้เช่นกัน ***


>> ข้อควรจำ !!!!

1. ถ้าเราแพ้ ไม่ว่าจะทาผลิตภัณฑ์บนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ก็จะเกิดอาการ ผื่น บวม แดง คันเหมือนกันหมด !! ข้อนี้เป็นความแตกต่างจากการระคายเคืองที่ชัดเจน อย่างที่ได้บอกไปว่าการระคายเคืองนั้นขึ้นกับความแข็งแรงและความสมบูรณ์ของ ผิวหนัง  บางคนกัดหน้า ใช้ยารักษาสิวมาตลอด พอมาทาครีมก็เกิดอาการระคายเคืองได้ แต่พอเอาครีมนั้นไปทาท้องแขน ทาขา ทาแผ่นหลัง กลับไม่เป็นไรเลย

2. ผิวจะแข็งแรงสมบูรณ์หรือบางอ่อนแอ ก็แพ้ได้เหมือนกัน !! การแพ้ไม่ได้ขึ้นกับว่าคุณจะมีผิวแข็งแรงหรือบางอ่อนแอ แต่คนที่ผิวบางอ่อนแอและกำลังเกิดการระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์บางอย่าง กลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการแพ้ได้ง่ายขึ้น (เรียกว่าเจ็บหนัก 2 เท่า)

3. แค่ความเข้มข้นน้อยๆก็แพ้ได้ !! ไม่ต้องทาเยอะ ไม่ได้ทาเยอะ ทาบางๆก็แพ้ เพียงความเข้มข้นต่ำๆก็สามารถกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดีต่อต้านได้

อาการแพ้ ที่สังเกตเห็นได้ชัดที่สุด คือ ผื่นแดง คัน บางคนอาจพัฒนาเป็นสิวและลุกลาม ควรแยกการแพ้และการระคายเคืองให้ออก แม้จะเป็นอะไรที่แยกยาก เพราะอาการใกล้เคียงกันมาก แต่ก็อยากให้พยายามแยกให้ได้ โดยหาเหตุผล เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้กับอาการที่เกิดขึ้น จะได้ป้องกันตัวเองได้ถูกและไม่เป็นการปิดโอกาสตัวเองที่จะได้ใช้สกินแคร์ ตัวอื่น  เคยเจอหลายคนบอกว่าตัวเองแพ้วิตามินซี อะไรที่ผสมวิตามินซี ใช้ไม่ได้เลย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว แพ้ส่วนผสมอื่นที่อยู่ในสูตรมากกว่า


 

“คุณมีผิวแพ้ง่ายจริงหรือ?”  (cr.เรียบเรียงโดย blogger ชื่อดัง คุณ Pupe So Sweet)

ปัจจุบันมีเครื่องสำอางที่โฆษณาว่าออกแบบเพื่อ “Sensitive Skin” ซึ่งแปลออกมาอย่างผิด ๆ ว่า “ผิวบอบบาง ผิวแพ้ง่าย”“Sensitive Skin” ที่จริงต้องให้ความหมายว่า “ผิวที่ไวต่อสิ่งรบกวนเป็นพิเศษ” ส่วน “Allergy-Prone Skin” ต่างหากที่แปลว่า “ผิวแพ้ง่าย”

กระผมสนับความคิดที่ว่าทุกคนควรเลือกซื้อเครื่องสำอางโดยคิดว่าตัวเองมีผิว sensitive เอาไว้ก่อน (ถึงแม้ความจริงแล้วจะไม่ได้ sensitive สักเท่าไหร่ก็ตาม) เพื่อหลีกเลี่ยงสารก่อการระคายเคือง แอลกอฮอล์ น้ำหอม สี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิวทุกชนิดควรหลีกเลี่ยงไม่ว่าจะ Sensitive จริงหรือไม่ก็ตาม

คำว่า “ผิวแพ้ง่าย” ถูกนำมาใช้กันอย่าง “พร่ำเพรื่อ” ซะเหลือเกินในปัจจุบันนี้ จนเหมือนเป็นแฟชั่นไปเสียแล้ว หรือเป็นเพราะว่าการป่าวประกาศบอกชาวบ้านว่าชั้นน่ะ “เป็นผิวแพ้ง่าย บอบบ๊าง บอบบาง แพ้ไปหมดทุกอย่าง ใช่นั่นก็แพ้ ใช้นี่ก็แพ้” จะทำให้ดูเหมือนเป็นคนบอบบาง น่าทนุถนอมหรือรู้สึกเป็นผู้หญิ๊ง~ผู้หญิงเพิ่มขึ้นรึเปล่านะ? ใครจะไปรู้…..

Sensitive จริงแท้หรือแค่แสร้งทำ ?
ถ้ามีผิว sensitive หรือ allergy-prone จริง ๆ ก็น่าเห็นใจ แต่ผู้ที่แสร้งทำว่ามีผิวบอบบางแพ้ง่ายนี่เห็นแล้วก็น่าสลด เพราะอะไรนั้นกระผมขอยกกรณีตัวอย่างที่เคยพบขึ้นมา

ผู้ถาม : เรามีผิวบอบบางระคายเคืองง่ายค่ะ โดนแดดมากหน่อยก็จะแสบแดงเป็นปื้น ๆ มีอาการของ Seb Derm ร่วมด้วย อยากลองหา Skincare สักชุดค่ะ ใครที่มีผิวแบบเดียวกันรบกวนช่วยกันคอมเมนท์ด้วยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 : เราก็ผิวบอบบางแพ้ง่ายนะ ใช้ของมาเกือบทุกอย่างในโลกแล้วก็แพ้หมดเลย มาเจอน้ำโสมนี่แหล่ะใช้ดีจริง ๆ หน้าใสกิ้งเลย

ความคิดเห็นที่ 2 : เห็นด้วยกับ คห.1 ค่ะ เราใช้น้ำโสมแล้วติดใจ เลยไปถอยสบู่ดำมาลองด้วย อ่อนโยนมากเลยค่ะ หน้าไม่แห้งตึง

ความคิดเห็นที่ 3 : แนะนำ 3-Step เลย ที่บ้านเราใช้กันทั้ง พี่ ทั้งแม่ ทั้งป้า ไม่มีใครแพ้เลยสักคน เจ้าโทนเนอร์สีม่วงสูตร 2 น่ะ เช็ดแล้วสดชื่นมาก

ความคิดเห็นที่ 4 : เราขอแนะนำให้ลอง ArtistXX ค่ะ เพราะของเขาผลิตจากอเมริกาในโรงงานมาตรฐานเดียวกับโรงงานผลิตยา แถมมียอดขายติด 1 ใน 5 ของโลก รับรองว่าไม่แพ้แน่นอน เราใช้แล้วก็ชอบมากเลยค่ะ ยังไงสนใจติดต่อได้ที่ XXXX@YYYY.com

ความคิดเห็นที่ 5 : เราก็ผิวแพ้ง่ายมากเลยใช้ OrigiXX เพราะว่าเป็นของจากธรรมชาติ อ่อนโยนและไม่ทำให้แพ้ ไม่เหมือนพวกแบรนด์ทั่วไปที่มีแต่สารเคมี ทำให้หน้าบาง อ่อนแอ

อ่านแล้วก็เอามือกุมขมับแล้วก็สงสัยเหลือเกินว่าแต่ละคนที่มาแนะนำเนี่ยมีผิวบอบบางแพ้ง่ายกันจริงหรอ? เพราะแต่ละผลิตภัณฑ์ที่เขาแนะนำกันมามีแต่สารก่อการระคายเคืองทั้งนั้น สบู่ก้อนทำให้ระคายเคืองผิว โทนเนอร์มีแต่แอลกอฮอล์ กับผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีแต่ Fragrance Oil…

คนที่น่าเห็นใจที่สุดก็คือ “ผู้ถาม” ที่มีผิว sensitive จริง แต่ดันเจอ “ผู้ตอบ” ที่ไม่รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้แสดงความคิดเห็นไป และแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับผิว sensitive เอาเสียเลย…

ถ้าเกิดคุณมีผิว sensitive จริง และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยกับผิวบอบบางอย่างแท้จริง อยากแบ่งปันข้อมูลกับผู้ที่ประสบปัญหาแบบเดียวกัน อันนี้เป็นเรื่องที่ดีและน่าสนับสนุน

Allergic Reaction กับ Sensitizing Reaction ต่างกันอย่างไร ?
อาการข้างเคียงไม่พึงประสงค์จาก Skincare หรือ Makeup นั้นแบ่งได้ย่อย ๆ ก็คือ Allergic Reaction / Allergy (การแพ้) กับ Sensitizing Reaction / Irritation (การระคายเคือง)

Allergic Reaction / Allergy หรือ “อาการแพ้” นั้นเป็นปัจจัยเฉพาะบุคคล ผิวของแต่ละคนก็แพ้สารแตกต่างกันไป การจะรู้ว่าตนนั้นแพ้สารเคมีตัวไหนโดยเฉพาะนั้นค่อนข้างยาก เพราะว่าในเครื่องสำอางมีส่วนผสมของสารเคมีจำนวนมาก ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญอย่างแพทย์ผิวหนังที่มากประสบการณ์เท่านั้นในการวินิจฉัย

(Note : ทุกอย่างในโลกคือองค์ประกอบทางเคมี รวมทั้งสารสกัดจากธรรมชาติด้วย อย่าไปเข้าใจผิดว่าสารสกัดจากธรรมชาติไม่ใช่สารเคมีไม่ทำให้แพ้ อย่างที่โฆษณาและพวกคนขายเครื่องสำอางมักพูดกัน )

ความเสียหายจากอาการแพ้ (Allergic Reaction / Allergy) จะเกิดขึ้นลึกลงไปในผิวชั้นกลาง (Dermis) อาจมีอาการค่อนข้างรุนแรงถึงรุนแรงมาก ตั้งแต่อาการบวมแดง ผิวหนังอักเสบ แสบร้อน ล้างผลิตภัณฑ์ออกก็ยังไม่หาย ถ้าแพ้มาก ๆ ก็ถึงขั้นเสียโฉมกันเลยทีเดียว การรักษาอาการแพ้นั้น… นอกจากการหยุดใช้สารก่ออาการแพ้แล้ว ยังต้องมียาทารักษาอาการแพ้ ลดการอักเสบ กับยารับประทานเพื่อบรรเทาอาการด้วย ส่วนมากต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ไม่มีหรือผลิตภัณฑ์ชิ้นใดในโลกนี้ที่สามารถยืนยันการันตีได้ว่าคุณจะไม่มีทางแพ้กับผลิตภัณฑ์ตัวนั้นหรือตัวนี้ เพราะมันเป็นปัจจัยที่ต่างกันในแต่ละบุคคลและตัวคุณเองเท่านั้นที่ควรจะรู้ตัวดีที่สุดว่าคุณแพ้อะไร… การอ่าน Ingredients List จะช่วยกรองสารก่อการระคายเคืองไปได้ แต่คุณใช้แล้วจะแพ้รึเปล่านั้น “ต้องไปลองเอง”

ถ้ารู้แบบนี้แล้ว ก็เลิกตั้งคำถามว่า “ผลิตภัณฑ์ตัวนี้จะทำให้แพ้รึเปล่าคะ?” กันได้แล้ว เพราะไม่มีใครตอบได้ หรอกขอรับ…

Sensitizing Reaction / Irritation หรือ “การระคายเคือง” อาการนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อผิวสัมผัสกับสารหรือสภาวะที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ อย่างเช่น สภาวะความเป็นกรดมากเกินไป เป็นด่างมากเกินไป ร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไป ใช้สารเคมีหรือเครื่องสำอางที่ทำให้ผิวแห้ง มีส่วนผสมสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายเป็นปริมาณมากหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

การหลีกเลี่ยงสารก่อระคายเคืองนั้นทำได้ง่ายกว่าสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้มาก เพราะมันไม่ได้เฉพาะเจาะจงกับแต่ละบุคคลเหมือนกับอาการแพ้ โอกาสจะระคายเคืองมากหรือหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล ผิวที่แข็งแรงมากมีโครงสร้างสมบูรณ์ดีก็จะทนกับปัจจัยที่ก่อการระคายเคืองได้ง่ายกว่าผิวที่อ่อนแอ โดยปกติแล้วคนผิวแห้งจะมีโอกาสระคายเคืองง่ายกว่าผิวประเภทอื่น เพราะผิวชั้นนอกที่ไม่สมบูรณ์หรือขาดชั้นเคลือบปกป้องผิวนั้นจะทำให้สารก่อการระคายเคืองเข้ามาทำความเสียหายได้ อาการที่บ่งชี้ว่าอาจเกิดจากการระคายเคืองก็มีตั้งแต่ รู้สึกคัน แสบแดง แห้งลอก

สารก่อระคายเคืองที่พบได้ง่ายที่สุดคือก็คือแฮลกอฮอล์น้ำหนักโมเลกุลต่ำ อย่าง ethanol, denatured alcohol, ethyl alcohol, methanol, benzyl alcohol, isopropyl alcohol, sd alcohol สำหรับคนที่มีผิว Sensitive จริง ๆ นั้นก็ควรหลีกเลี่ยงส่วนผสมอย่าง น้ำหอม (รวมถึงน้ำมันหอมระเหย) และสีด้วย นอกจากนี้สารสกัดจากธรรมชาติบางอย่าง สารกันเสียบางตัว ก็ทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย

สารสกัดจากธรรมชาติ (Plant Extract) นั้นค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่ เพราะสารสกัดธรรมชาติหลายตัวนั้นมีทั้งผลดีและผลเสียในตัวมันเอง อย่าง Witch Hazel ซึ่งข้อดีสารสกัดตัวนี้มีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิแดนท์และต้านการระคายเคืองได้ แต่ด้วยความที่ตัว Witch Hazel มี Ethanol ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งประกอบอยู่ด้วย เครื่องสำอางที่ใส่สารสกัดตัวนี้มาในปริมาณเยอะ ก็ทำสามารถทำให้ผิวระคายเคืองได้ Lavender นั้นมีกลิ่นหอม เมื่อสูดดมทำให้ผ่อนคลาย ตัวสารสกัดหรือ Lavender Oil ก็มีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิแดนทืได้ แต่ในทางกลับกัน มันก็ทำให้ผิวระคายเคืองได้ ถ้าใส่มาในปริมาณสูงอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย ผิวไหม้ หรือทำให้เซลล์ผิวตายได้ และยังมีสารสกัดตัวอื่นอีกมากมายที่มีลักษณะเดียวกัน


ใช้ Skincare แล้วรู้สึกแสบผิว คันยิบ ๆ แปลว่าแพ้รึเปล่า ?

อาการแสบแดงส่วนใหญ่จะเป็น “การระคายเคือง” แต่อาการคัน ยิบ ๆ แสบเล็กน้อยขณะใช้ Skincare บางชนิดนั้นเป็นอาการปกติการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH เป็นกรดอย่าง Vitamic C ในรูป Ascorbic Acid หรือ AHAs หรือ BHA ก็จะทำให้ผิวรู้สึกยิบ ๆ ได้บ้าง อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อผิวปรับค่า pH เป็นกลางได้แล้ว และเมื่อใช้ผลิตภัณฑืติดต่อกันสัก 1 – 2 สัปดาห์ อาการแสบยิบๆ ก็จะน้อยลงหรือหายไปเลยก็ได้ในกรณีที่คุณใช้ยารักษาสิวที่มีคุณสมบัติเป็น Keratolytic อย่าง Tretinoin หรือ Benzoyl Peroxide ไปสักระยะหนึ่งก็อาจมีอาการระคายเคือง แห้ง ลอก เกิดขึ้นได้ เมื่อทามอยซ์เจอไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้นก็จะรู้สึกแสบผิว บางทีอาจจะแสบมาก แต่อาการเหล่านี้ก็จะหายไปในไม่นานแต่ถ้าคุณไม่ได้ใช้ยารักษาสิวหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHAs / BHA แล้วเกิดอาการแสบ คัน แม้เวลาจะผ่านไปสักพักอาการนี้ก็ยังคงอยู่ แปลว่าผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้มีสารก่อการระคายเคืองผสมอยู่ ให้ล้างออกและหยุดใช้ทันที (ทางที่ดีควรอ่าน Ingredient List ให้ละเอียดก่อนซื้อมาใช้)

 

ใช้โทนเนอร์หรือมอยซ์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมให้ความชุ่มชื้นและ Sooth ผิวได้ดี แต่มีกลับรู้สึกร้อนวูบไปทั่วบริเวณที่ใช้ หมายความว่าแพ้รึเปล่า ?

ถ้าผิวของคุณในตอนนั้นขาดความชุ่มชื้น แห้ง หรือมีอาการระคายเคืองจากการใช้ยารักษาสิวอย่าง Tretinoin หรือ Benzoyl Peroxide หรือใช้ Scrub ขัดผิวที่หยาบหรือใช้แรงมากไป หรือใช้ AHA / BHA ที่เข้มข้นเกินไป เมื่อมาเจอผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นสูงหรือช่วยต้านการระคายเคืองได้ดีจะมีอาการร้อนผ่าว หรือร้อนวูบวาบ อาจมีอาการแสบยิบ ๆ เล็กน้อยร่วมด้วย เมื่อผ่านไปไม่กี่นาทีอาการเหล่านี้จะหายไปเอง และเมื่อผิวคุณแข็งแรงเป็นปกติปราศจากความแห้งกร้านหรือระคายเคือง ผลิตภัณฑ์ตัวเดิมนั้นก็จะไม่ทำให้ผิวรู้สึกร้อนวูบวาบอีกแล้ว (แต่ถ้าผิวคุณมีอาการระคายเคืองหรือแห้งกร้านขึ้นมาทีหลัง ก็จะรู้สึกร้อนวูบวาบหรือยิบ ๆ อีก)ถ้าเป็นอาการแพ้นั้นจะต่างไปโดยสิ้นเชิง คือจะเริ่มคันหรือแสบแดงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และต่อให้ล้างออกแล้วอาการแสบแดงก็จะยังคงมีอยู่

 

มารู้จักอาหาร 7 อย่างต่อไปนี้ ที่จะช่วยชะลอสัญญาณแห่งวัยดึก ทั้งอาการผมร่วง ผิวแห้ง เฉื่อยชา ให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้นภายใน 3 – 6 เดือน

1. หยุดผมร่วง ให้รับประทานกล้วย ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันผมร่วงได้ดี การรับประทาน กล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่กับหนังศีรษะของคุณได้นานวันยิ่งขึ้น

2. ลดผิวมัน รับประทานธัญญาหารทุกเช้า ซึ่งอุดมด้วยวิตามินบี 2 ที่ช่วยหยุดยั้งการผลิตน้ำมันส่วนเกิน ของต่อมผลิตภายในร่างกายที่เป็นสาเหตุหนึ่งของเส้นผมบางและมัน

3. หยุดการลอกของผิวหนัง รับประทานปลาแซลมอนใส่เกลือรมควัน หรือรับประทานอาหารทะเลหรือสลัดผักสดก็ได้

4. ผิวเนียนใสเหมือนเด็ก มะม่วงมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี โดยช่วยกระตุ้นการสร้าง ผิวหนัง รวมทั้งหนังศีรษะเพื่อทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและขรุขระ ให้กลับมีความชุ่มชื่นและนุ่มเนียน

5. ชะลอผมหงอก ให้รับประทานถั่วลิสงอบเนยรวมกับเกล็ดขนมปัง ที่อบมาร้อน ๆ ก่อนมื้ออาหาร ถั่วลิสงมีวิตามินบีที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีดอกเลาได้ และยังทำให้ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย

6. ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี ให้รับประทานฝรั่ง หรือน้ำฝรั่งซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี เพราะจะช่วยเก็บรักษา คอลลาเจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง หรือรับประทานมะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับ ผลไม้ประจำวันก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซีได้ด้วยเช่นกัน

7.ปกป้องใบหน้าจากมลพิษ วิตามินบีในอะโวคาโดช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย และร่างกายเกิดความ ต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้รวมถึงการถูกทำลายจากบรรยากาศที่มลภาวะเป็นพิษอีกด้วย

เกร็ดความรู้ว่าด้วยเรื่องของคนอยากขาว


ห้ามกันไม่ได้เลยจริงๆกับกระแสความขาวทั้งคนที่คิดว่าผิวที่ขาวจะได้เป็นต่อในทุกๆเรื่องหรือผิวขาวเพราะกระแสนิยมไม่ว่าใครก็อยากขาวด้วยกันทั้งนั้น  ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีข่าวการเสียชีวิตของหลายๆคนที่อยากขาวแบบเร่งรัดลงสื่อหรือที่ไม่ได้ลงสื่อก็ตาม  หากคนไทยคิดแบบนี้ในสังคมแบบนี้โลกจะอยู่ยากขึ้นทุกวันไม่ใช่แค่ในเมืองไทยเท่านั้นเพราะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชากระแสความขาวก็ลุกลามเลยเถิดจนทำให้หลายคนเลือกใช้วิธีเสี่ยงๆเพื่อทำให้ตัวของตัวเองขาวขึ้นจนทำให้ผิวหนังเสียหายหลายรายเลยทีเดียว

ย้อนคิดกลับไปเมื่อกว่า 50 ปีก่อนกระแสคนอยากขาวก็พอจะมีบ้างเป็นประปรายดูจากการที่นางงามหลายๆคนเร่งประทินโฉมก่อนเริ่มการประกวดโดยจะมีขั้นตอนของการการเก็บตัว ขัดผิว อาบน้ำแร่ แช่น้ำนมเพื่อให้ผิวพรรณสว่างใสผุดผ่องเปล่งปลั่งแผ่ออร่าความขาวให้เข้าตากรรมการให้มากกว่าคนอื่น  และเท่าที่สังเกตดู   คนที่ขาวกว่าก็มักจะได้เปรียบเรื่องการแต่งตัว การแต่งหน้ารวมไปถึงการเลือกชุดเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ในงานประกวด

ดิฉันเองตอนเด็กก็เจอมากับตัวเองในวันที่ครูคัดเลือกเด็กเพื่อไปรำการแสดงชุดหงส์เหิน ผู้แสดงต้องสวมชุดสีขาวได้ยินคุณครู 2 คนถกเถียงกันว่าจะให้ผู้เขียนแสดงดีไหมเพราะดูหัวดี จำเก่ง น่าจะฝึกได้ง่าย อีกทั้งญาติก็เยอะโรงเรียนคงขายพวงมาลัยให้ญาติเราได้มากในความคิดของครูผู้ฝึกการแสดง  แอบดีใจเล็กๆแต่แล้วก็เหมือนชะตาเล่นตลกเมื่อคุณครูอีกคนที่มีหน้าที่แต่งหน้าแต่งตัวให้แย้งว่าถึงจะมีข้อดีแต่ความดำของผิวเราเนี่ยแก้ยากแต่งยังไงถึงจะดูดียังนึกไม่ออกสุดท้ายสรุปดิฉันก็เลยไม่ได้ร่วมแสดงในครั้งนั้นคิดแล้วยังแอบอิจฉาเพื่อนที่ขาวกว่า

ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงไม่แปลกใจที่ปัจจุบันหน้าตา ความขาวและสังคมสื่อที่มีอยู่มากมายและเห็นกันได้อย่างอิสระจึงมีผลต่อจิตใจของสาวน้อยสาวใหญ่ทั้งหลายที่อยู่ในวัยใส  ถึงจะต้องเสี่ยงกับอันตรายเพื่อให้ตัวเองมีผิวที่ขาวขึ้นแม้จะดูน่ากลัวสุดท้ายแล้วพวกเขาเหล่านี้ก็จะเลือกผิวขาวให้มาก่อนความปลอดภัยของชีวิตและสุขภาพของตัวเอง

เรามาลองดูรายชื่ออาหาร สารเคมีและอุปกรณ์ต่างๆกันดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้างที่คนสมัยใหม่เลือกมาใช้กับตัวเองเพื่อให้สีผิวของพวกเขาดูขาวขึ้นจากสีผิวปกติตามที่ธรรมชาติให้มา

  1. กินวิตามินซีในระดับความเข้มข้นสูง 1-3 พันมิลลิกรัมต่อวัน อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้วิตามินซีมีการซื้อขายมากกว่าและเลือกใช้มากกว่าวิธีอื่นคือหาง่าย ราคาไม่สูง มีผลข้างเคียงน้อย มีข้ออ้างในการใช้มาก เนื่องจากเป็นยาและอาหารเสริมบำรุงร่างกายในคราวเดียวกัน
  2. สารต่างๆที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ทาผิว ส่งผลทำให้ผิวจะบางลง  สีซีด  ต่อมไขมันลดลง ผิวแห้งลดเกิดสิวได้ง่าย  บางรายผิวอาจแห้งจนแตกเป็นรอยและติดเชื้อได้  ในบางรายที่หยุดใช้เมื่อพบว่าผิวของตนเองขาวจนพอใจแล้วจะพบว่าสภาพผิวค่อนข้างไวต่อแสงแดด  หลังหยุดใช้สีผิวจะดำคล้ำมากกว่าเดิมหรืออาจมีอาการผิวอักเสบร่วมด้วย  ทั้งนี้เป็นเพราะผลข้างเคียงของการใช้ยา
  3. ผสมน้ำอาบด้วยคลอรีน เกิดจากความคิดที่ว่าสิ่งสกปรกในน้ำที่ไม่สะอาดเป็นต้นเหตุของผิวคล้ำเสีย เมื่อจะอาบน้ำทุกครั้งต้องผสมคลอรีนลงไปในปริมาณที่กำหนดด้วยเสมอ
  4. ฉีดและกินกลูต้าเพื่อให้ผิวขาวเปล่งออร่าแม้ในยามที่ออกแดด เป็นประเด็นนี้มีข่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง
  5. ลงทุนทาแป้งหรือเครื่องสำอางบางชนิดทั้งตัว เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมาก เพราะถือว่าลงทุนน้อย และไม่เจ็บตัว

แม้จะรู้ถึงอันตรายจากการเลือกใช้วิธีที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมแต่คนอยากขาวหลายๆคนก็ยังเลือกที่เสี่ยง  เพราะฉะนั้นดิฉันจึงได้รวบรวมความรู้เกี่ยวกับการทำให้ผิวดูสว่างขาวใสขึ้นโดยการใช้วิตามินซี  เพราะเห็นว่าเป็นอาหารเสริมชนิดนี้เป็นแหล่งสารอาหารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่ใช่แค่บำรุงสุขภาพแต่ยังช่วยในเรื่องของการปรับสีผิวได้อีกด้วย  ส่วนวิธีการเลือกนั้นมีดังนี้

1. เลือกวิตามินซีที่มาจากธรรมชาติ โดยทั่วไปแล้ววิตามินซีแบบสำเร็จรูปนั้นจะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ วิตามินซีที่สกัดจากธรรมชาติ และวิตามินซีที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมา ซึ่งวิตามินซีที่ถูกสกัดมากจากธรรมชาตินั้น ร่างกายจะสามารถดูดซึมได้ดี และรวดเร็วมากกว่า เนื่องจากขนาดของโมเลกุลวิตามินซีจะเล็กกว่าชนิดที่สังเคราะห์ขึ้นมานั่นเอง แล้วก็อย่ากินกันตลอดไปนะ เพราะต้องให้ร่างกายได้ทำหน้าที่ของตัวเองตามธรรมชาติบ้าง
2. เลือกจากจำนวนมิลลิกรัมของวิตามินซี ถ้าหากคุณต้องการที่จะบำรุงผิวพรรณ ขอแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์วิตามินซี ที่มีจำนวนวิตามินซีเป็นส่วนประกอบมากกว่า 1,000 มิลลิกรัมขึ้นไป จึงจะถือว่าพอเพียงกับความต้องการของร่างกายในหนึ่งวัน
3. เลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก อย. ถึงแม้ว่าวิตามินซีจะไม่อันตรายต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นวิตามินประเภทละลายน้ำได้ แม้จะรับประทานมากเกินไป ร่างกายก็จะขับออกมาทางปัสสาวะอย่างง่ายดาย ทำให้ไม่เกิดการตกค้างในร่างกายก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

มาถึงตอนนี้แล้วก็ยังคิดไม่ออกเลยนะว่าถ้าตอนเด็กที่เราผิดหวัง คุณครูไม่เลือกให้แสดงเพราะดำกว่าเพื่อน แล้วมีอะไรๆหลายอย่างช่วยให้ตัวเองขาวได้ เราจะใช้วิธีไหนบ้าง ดีนะที่เราผ่านมาได้ด้วยวัยอันควร ห่วงแต่เด็กๆสมัยนี้จะตัดสินใจผิดๆไปจนอาจถึงแก่ชีวิตได้  ยังไงผู้ปกครองหรือคนใกล้ตัวก็คงต้องช่วยกันดูแลแนะนำกันวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมกันต่อไปเพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนผิวขาวหรือคล้ำพวกเขาก็ยังเป็นคนที่คุณยังคงห่วงใยเสมอถูกต้องไหมคะ…

4 ขั้นตอนการดูแลผิวหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงริ้วรอยก่อนวัยอันควร

ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยไม่มีใครอยากให้ตัวเองมีริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าไม่ว่าจะเท่าไหร่  โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ถึงวัยที่ควรจะมีริ้วรอยบนใบหน้า  ยิ่งต้องดูแลกันเป็นพิเศษ  การจะอยู่ให้ไกลห่างจากริ้วรอยต้องบอกก่อนเลยว่าไม่ใช่เรื่องยาก   เพียงสร้างความเข้าใจกับตัวเองก่อนว่าริ้วรอยไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้สูงวัยเท่านั้น   แต่สามารถเกิดกับใครก็ได้ที่ใช้ชีวิตสมบุกสมบันเกินไป หรือมีไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมาะสม รู้อย่างนี้แล้วเรามาหลีกหนีจากริ้วรอยกันบนใบหน้ากันดีกว่า

วิธีการนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนง่ายๆ อย่างการดูแลตัวเอง ไปจนถึงขั้นตอนที่อาจจะต้องใช้เงินเข้ามามีส่วนช่วยในการรักษาผิวหน้าโดยผู้เชี่ยวชาญ  จะมีอะไรบ้างเรามาเรียนรู้ไปพร้อมกันดีกว่า

ขั้นที่ 1 การดูแลสุขภาพทั่วไปอย่างถูกต้อง

1. อาหารที่สมดุลกับร่างกาย และเพียงพอต่อการบำรุงผิวพรรณ

2. น้ำ ควรดื่มน้ำสะอาดให้มากพอ 6-8 แก้วต่อวัน นอกจากจะต้องดื่มน้ำเยอะๆแล้ว ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนที่อาจเป็นตัวการทำให้ผิวขาดน้ำ  หากเลี่ยงไม่ได้ก็ควรดื่มในปริมาณที่จำกัด และพยายามดื่มน้ำให้มากขึ้น

3. อากาศ ในแต่ละฤดูกาลความชุ่มชื้นของผิวพรรณที่เปลี่ยนแปลง และใช้ครีมบำรุงตามสภาพอากาศ

4. อารมณ์ การทำหน้านิ่วคิ้วขมวดประจำ  ริ้วรอยจะเป็นร่องลึกขึ้นและติดอยู่บนหน้าเราตลอดเวลา   ดังนั้นเราควรปรับสีหน้าให้มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อไม่มากหรือน้อยเกินไป  เพื่อป้องกันริ้วรอยก่อนวัยอันควร

5. การนอนหลับ ควรพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ 3ทุ่ม-ตี3  ท่านอนถูกต้องคือนอนหงาย  ถ้านอนคว่ำหน้าจะหย่อนถุงใต้ตาจะย้อย   ห้องต้องมืดและไม่มีสื่อไฟฟ้า อิเลคทรอนิกส์ เพื่อการหลับสนิท

6. การขับถ่าย เน้นต้องทุกวัน เป็นเวลา อย่างน้อยวันละครั้ง ช่วงเวลาตี 05.00-07.00 เพราะเป็นช่วงที่ลำไส้ใหญ่ทำงานได้ดี ถ้าไม่ถ่ายในช่วงนี้จะมีการดูดซึมสารพิษเข้าสู่ระบบเลือดและนำไปเลี้ยงร่างกายผิวพรรณจะหมองคล้ำ

7. ฟิตเกินหน้าแก่ การออกกำลังกายเป็นสิ่งดีแต่ต้องไม่เกินความพอดีและไม่หักโหม เพราะถ้าหักโหมเกินไปจะทำให้ร่างกายจะเครียดหน้าแก่เร็ว

8. ปกป้องผิวพรรณจากรังสีในแสงแดด  ควรชโลมครีมกันแดดเมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่มีแดดค่อนข้างแรง  นอกจากจะป้องกันผิวไม่ให้ไหม้แดดอันเป็นสาเหตุทำให้เกิดริ้วรอยแล้ว ยังป้องกันมะเร็งผิวหนังไปในตัว  การสวมแว่นกันแดดก็ยังมีส่วนช่วยปกป้องผิวรอบดวงตาจากรังสีอัลตราไวโอเลตได้อีกด้วย ซ้ำยังช่วยลดอาการหรี่ตา ย่นคิ้วที่เป็นสาเหตุของรอยตีนกา

9. การรักษาความสะอาดผิวหน้าอย่างล้ำลึกทุกวัน  คือกฎเหล็กที่สาวทุกคนห้ามลืม ห้ามเผลอ ห้ามขี้เกียจ หรือผลัดวันประกันพรุ่งเด็ดขาด  โดยเฉพาะสาวๆ ที่แต่งหน้า การทำความสะอาดให้เริ่มจากการเช็ดคราบเครื่องสำอาง แล้วจึงล้างด้วยสบู่ล้างหน้าที่เหมาะกับสภาพผิว เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป   จำไว้ว่าการถูหรือเช็ดหน้าแรงๆเหมือนขัดพื้นบ้านบ่อยๆ  ทำให้รูขุมขนกว้าง ผิวดูหยาบกร้านและเป็นริ้วรอยได้ง่าย

10. การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุทำให้ออกซิเจนไม่สามารถไปหล่อผิวได้เต็มที่และเพียงพอ  เซลล์ผิวหนังไม่สดใสและเกิดเซลล์ใหม่ล่าช้า พร้อมทั้งยังเร่งให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าเร็วขึ้น  สำคัญที่สุดคือรอยย่นเล็กๆบริเวณริมฝีปาก ถ้าไม่อยากมีจีบรอบปากแถมปากดำคล้ำก็ควรเลิกเสีย

 

ขั้นที่ 2 การดูแลสุขภาพผิวโดยเฉพาะ

11. ดูแลผิวเป็นพิเศษ คืนความชุ่มชื้นให้แก่ผิวทั่วไปด้วยการใช้โลชั่น สำหรับผิวหน้าทาไนท์ครีมก่อนนอนทุกคืน  และเติมกำลังเสริมด้วยการมาสก์หน้าทิ้งไว้ 5 – 10 นาที อาทิตย์ละ 1ครั้ง

12. การปรับสภาพผิว หมั่นขัด นวด และปรับสภาพผิว อาทิตย์ละครั้ง อาจจะด้วยการใช้สครับขัดหน้าเพื่อให้เซลล์ผิวกลับคืนสู่ความสดใส  อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้การไหลเวียนของระบบโลหิตดีกระฉับกระเฉง  ทาเซรั่มบำรุงผิวหรือครีมเข้มข้นที่พลิกฟื้นความสดชื่นให้แก่ผิวพรรณ

 

ขั้นที่ 3 การดูแลสุขภาพด้วยเครื่องสำอางและอาหารเสริม

13. ควรใช้เครื่องสำอางที่เหมาะสมกับประเภทของผิว ทั้งนี้ก็เพื่อฟื้นฟูสภาพผิวจากภายในสู่ภายนอกหรือจากภายนอกอย่างเพียงเดียว เช่น ครีมรองพื้น คอนซีลเลอร์และแป้งทาให้ทั่วใบหน้า  วิธีนี้เป็นการปกป้องริ้วรอย ลดความหมองคล้ำของรอยดำและจุดบกพร่องที่ไม่พึงปรารถนา แนะนำให้ทุกท่านเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติ และวิตามินเป็นหลัก เสริมความงามให้ใบหน้าพร้อมทั้งบำรุงสุขภาพผิวไปพร้อมๆกัน

14. อาหารเสริม จัดว่าเป็นสารอาหารสำหรับฟื้นฟูและดูแลผิวอีกตัวเลือกหนึ่งเพราะในอาหารเสริมบางชนิดจะมีวิตามินซี วิตามินอี คอลลาเจน น้ำมันปลา โคคิวเทนผสมรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ผู้บริโภคควรศึกษาหรือรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อความปลอดภัยและทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุด แต่ถ้าคุณมั่นใจว่าได้รับสารเหล่านี้เพียงพอจากการกินอาหารจะไม่กินวิตามินเสริมก็ได้

15. การเสริมฮอร์โมนเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป เพราะร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงประสงค์ ผิวหนังเหี่ยวย่น แห้ง ผมร่วง ตามหลักการของเวชศาสตร์ชะลอวัย หรือ Anti-Aging Medicine นั้น  ถ้าไม่มีข้อห้าม สามารถได้รับฮอร์โมนทดแทนเพื่อรักษาสมดุลเหล่านั้นกลับคืนมา  แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

 

ขั้นที่ 4 การใช้บริการศัลยกรรมความงาม

ช่วยเพื่อความรวดเร็วทันใจ  และมีความพร้อมในหลายๆด้าน  เช่นการทำฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ ร้อยไหม เลเซอร์ สเตมเซลล์ ผ่าตัดหรือเทคนิคเสริมความงามแบบใหม่ที่มักจะมีมาให้คุณเลือกสรรอยู่เรื่อยๆ ตามเทคโนโลยีในสถาบันเสริมความต่างๆ

เพียงแค่นี้ สกุณาก็จะไม่มาปาร์ตี้ให้คุณกังวลใจอีกต่อไป ชีวิตดี๊ ดี พบกันโอกาสหน้าค่ะ

มุมมืด ของการลดน้ำหนักสูตรดารา 3 วัน 7 วัน


ทำไมนะ ? การ ลดน้ำหนักด้วยสูตร 3 วัน 7 วัน จึงไม่ได้ผล

สูตรลดน้ำหนัก” สูตรนึงที่มีคนพูดถึงบ่อยๆ แถมมีคนมากมายต่างลองทำ สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง คงหนีไม่พ้น สูตรน้ำหนักแบบ”เร่งด่วน” หรือ สูตรลดน้ำหนัก 3 วัน 7 วัน ที่บอก ลดได้ 5 กิโลกรัม ภายใน 7 วัน หรือกิน 3 วัน ลงได้ 4 กิโลกรัม

บ้างก็ดึงเอาชื่อคนดังๆมาเคลมว่าเป็นสูตรดารา สูตรนางเอก สูตรนางฟ้า สูตรนั่นโน่นนี่มากมายหลากหลาย แล้วแต่จะหยิบยกมาชวนเชื่อ ทำให้เราเพ้อถึงผลลัพธ์ที่จะได้เมื่อทำตามสูตร

หลักการของ สูตรลดน้ำหนัก 3 วัน 7 วัน

สูตรทุกสูตร จะเป็นการให้ตารางอาหารแต่ละวัน 3 มื้อ คือ เช้า เที่ยง และเย็น ให้ทานอาหารตามชนิดและปริมาณตามที่จัดให้ บางสูตรให้ทำเป็นรอบ รอบละ 3 วัน ทำซ้ำ 2 รอบและหยุด 1 วัน หรือ บางสูตรให้ทำเจ็ดวัน ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ หยุด 1 วัน โดยถ้าหยุด หรือ หลุดโปรแกรมให้เริ่มใหม่

⚠ แน่นอนว่า เมื่อดูจากผลลัพธ์ ทุกๆ คนที่ทดลองทำตามสูตร ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สูตรเร่งด่วนนี้ สามารถลดน้ำหนักได้จริงๆ และสามารถลดได้ในปริมาณมากภายในระยะเวลาอันสั้นอีกด้วย

พอมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคน คงเริ่มคล้อยตามและอยากเริ่มทำตามสูตรนี้เป็นแน่แท้ แต่ !! ลองอ่านเนื้อหาให้จบก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ ถ้าในเมื่อสูตรมันได้ผล แต่ทำไมกูรูด้านการลดน้ำหนักทั้งหลายจึงออกมาค้านแบบหัวชนฝาว่า ไม่ควรใช้สูตรเร่งรัด เหล่านี้ในการลดน้ำหนักหล่ะ ??

???? เมื่อเอาสูตรการลดแบบต่างๆ มาลองหาค่าปริมาณพลังงาน และ คุณค่าโภชนาการ สูตรลดน้ำหนักแบบเร่งรัดแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการอดอาหาร โดยจำกัดให้ร่างกายได้รับพลังงานต่ำและ คุณค่าทางอาหารไม่เพียงพอ

ในขณะที่ การลดน้ำหนัก ที่ถูกต้อง โดยไม่ทำลายสุขภาพนั้น จะต้องจัดปริมาณพลังงานและสารอาหารให้ได้รับน้อยกว่าที่ร่างกายต้องใช้ โดยค่าเฉลี่ยการใช้พลังงานของผู้ชายอยู่ที่ 2000 kcal และ ผู้หญิงอยู่ที่ 1600 kcal ซึ่งหากลดการรับพลังงานลงแค่วันละ 300-400 kcal ก็สามารถลดน้ำหนักได้ 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์อยู่แล้ว

แต่สูตรเร่งรัด 3 วัน 7 กลับลดพลังงานลงมากถึง 1,250 kcal ต่อวันเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียแน่นอน

???? รูปร่างผอมชวนฝันที่ได้มานั้นเป็นเหมือนดาบสองคมที่แฝงผลเสียระยะยาวกับร่างกายอยู่ไม่น้อย

– น้ำหนักลงเพราะอาการขาดน้ำ

อีกสิ่งนึงที่ทำให้ผู้ที่ใช้สูตรลดน้ำหนักแบบเร่งรัด มีน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วคือ ปริมาณน้ำและน้ำหนักอาหารที่ตกค้างในกระเพาะอาหารหายไป เมื่อรับประทานตามสูตร อาหารในแต่ละวันมีปริมาณค่อนข้างน้อย และ อาหารส่วนใหญ่จะเป็นผักและผลไม้ ปริมาณกากใยอาหารที่ตกค้างอยู่ในระบบย่อยอาหารมีน้ำหนักน้อย เบา ประกอบกับการทานโยเกิร์ตและกาแฟดำ ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ที่ทำร่างกายขับถ่ายและขับน้ำมากขึ้น

เมื่อปริมาณน้ำหนักที่หายไปเกิดจากปริมาณอาหารที่อยู่ในระบบย่อยอาหารน้อย และ ปริมาณน้ำในร่างกายที่ถูกขับออกพร้อมการขับถ่าย น้ำหนักที่ลดได้จึงเป็นเพียงตัวเลขบนตาชั่งเท่านั้น ซึ่งตัวเลขของปริมาณน้ำในร่างกาย ความจริงแล้วสามารถเพิ่มขึ้นและลดลงได้แบบวันต่อวันเฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัมต่อวัน เมื่อหยุดทำสูตร น้ำหนักจึงดีดกลับมาอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าขึ้นแบบวันต่อวันเช่นกัน

– ภาวะขาดอาหารทำให้การเผาผลาญพลังงานลดลง

สาเหตุหลักที่ทำให้เหล่านักโภชนาการและ กูรูด้านการลดน้ำหนัก ไม่เห็นด้วยกับการลดน้ำหนัก สูตร 3 วัน 7 วัน เนื่องจากการได้รับพลังงานที่น้อยจนเกินไป เมื่อร่างกายได้รับพลังงาน ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ร่างกายจะเรียนรู้และหาวิธีการเอาชีวิตรอดจากภาวะขาดอาหาร โดยลดการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายที่ใช้พลังงานสูงๆลง และจะค่อยๆสลายโปรตีนในกล้ามเนื้อมาเป็นพลังงานทดแทน ในขณะที่จะกักเก็บไขมันสะสมไว้ให้ได้มากที่สุด

เมื่อกล้ามเนื้อมีปริมาณน้อยลง จึงทำให้ระดับการเผาผลาญพลังงานระหว่างวันน้อยลงตาม และเมื่อทำต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ร่างกายจะปรับกลไกเข้าสู่สภาวะจำศีลโดยสั่งให้ใช้พลังงานให้เท่ากับปริมาณที่ได้รับเท่านั้น

ถ้าหากยังเป็นวัยรุ่นร่างกายอาจหยุดการเจริญเติบโต สมองทำงานช้าลง เคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้ออ่อนเเรง เหนื่อยง่าย กระดูกและฟันเปราะ ด้วยสภาวะดังกล่าว เมื่อทานอาหารในปริมาณมากขึ้นจากเดิมแม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้น้ำหนัก เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะร่างกายเผาผลาญได้น้อยลงนั่นเอง

– จิตตกลดแล้วกลับมาอ้วนใหม่

สูตรลดน้ำหนักแบบนี้ เป็นสูตรที่ไม่สามารถปฏิบัติเป็นกิจวัติประจำวันได้เป็นเวลานาน เนื่องจากมีการจำกัดปริมาณของอาหารอย่างเข้มงวด เป็นสูตรอาหารที่ก่อให้เกิดความเครียดสูง เมื่อทำไปได้ซักระยะ จะทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดความเครียด อารมณ์แปรปราวน สมองเฉี่อยชา ซึมเศร้า จากการโหยหาการทานอาหารที่อยากทาน เมื่อความอยากอาหารมีสูงมาก จึงทำให้ร่างกายมีความต้องการอาหารแบบฉุดไม่อยู่

เมื่อกลับมาทานอาหารตามปรกติ ก็จะทานในปริมาณที่มากขึ้น ทานแบบไม่มีสติ ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักตัวดีดขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือโยโย่เอฟเฟก น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นและกลับมาอ้วนเหมือนเดิม หรือ มากกว่าเดิมในบางราย และเมื่อล้มเหลวหลายครั้งก็จะทำให้เกิดความเครียดสะสม หมดกำลังใจ ท้อแท้ และลดคุณค่าในตัวเองลง

– ผลเสียที่เกิดกับสรีระ

การลดน้ำหนักสูตรเร่งรัดนี้จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว จากการสูญเสียน้ำ กล้ามเนื้อ ปริมาณกากอาหาร และ ไขมันบางส่วนเท่านั้น คนที่ทำตามสูตร จะมีรูปร่างผอมลง แต่มีเนื้อนิ่ม เหี่ยวย้วย และไม่กระชับ มีผิวหนังหย่อนยาน เกิดเซลลูไลท์ เนื่องจากมวลไขมันภายใต้ชั้นผิวหนัง (skinny fat) ยังคงอยู่ในขณะที่ผิวหนังยังหดกลับไม่ทัน

– ผลเสียที่เกิดขึ้นกับสุขภาพ

ผลที่ตามมาจากการขาดโภชนาการและสารอาหารที่จำเป็น จะส่งผลโดยตรงกับความแข็งแรงและสุขภาพของร่างกายโดยรวม และยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลายๆชนิดอีกด้วย

ทุกคนควรให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากกว่าความผอม ที่อาจได้มาแบบฉาบฉวย อย่ามัวแต่สนใจแต่รูปร่างจนหน้ามืดเดินผิดทางนะคะ เพราะบางทีก็อาจจะไม่คุ้มกันถ้าเรามีรูปร่างที่สวยงามแต่กลับต้องมาล้มหมอนนอนเสื่อป่วยด้วยโรคต่างๆ

ทุกท่านทราบกันหรือไม่…ว่า เราสามารถดื่มน้ำอะไรร่วมกับยาได้บ้าง

วันนี้เราขอแนะนำความรู้ดีๆเกี่ยวกับการกินยามาฝากกัน เพื่อที่จะได้ทานยากันให้ถูกต้อง และได้ผล ไม่ไปยับยั้งฤทธิ์ยา หรืออาจเสริมฤทธิ์ให้เกินขนาด มีอะไรบ้าง มาดูกัน!

1. ยาแก้ปวดลดไข้ พาราเซตตามอน และแอสไพริน ไม่ควรกินขณะท้องว่าง โดยเฉพาะแอสไพรินที่อาจกัดกระเพาะ และห้ามทานร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำ ผลไม้รสเปรี้ยว เพราะจะไปเสริมฤทธิ์ให้ผลข้างเคียงของยารุนแรงขึ้น

ประเด็นของน้ำผลไม้ ซึ่งส่วนใหญ่มีค่าเป็นกรด จะทำให้การทำละลายของยาเปลี่ยนไป ซึ่งอาจจะทำให้โปรไฟล์การออกฤทธิ์ของยามีปัญหาได้ ซึ่งนมกับน้ำผลไม้นี้ควรหลีกเลี่ยงในการใช้เป็นน้ำที่กินกับยา โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ต้องได้รับฤทธิ์ของยาอย่างสม่ำเสมอ และเต็มจำนวนโดส เช่น ผู้ป่วยเอดส์ที่ต้องได้รับยากลุ่ม ARV ที่หากฤทธิ์ของยาเปลี่ยนไป การฆ่าเชื้อเอชไอวีก็จะได้ผลไม่ตรงตามที่ตั้งเป้าการรักษา ซึ่งอันตรายและส่งผลเสียโดยตรงต่อคนไข้

2. ยาแอนตี้ฮีสตามิน ประเภทแก้หวัด ลดน้ำมูก นี่ก็เช่นกันทานร่วมกับแอลกอฮอล์ไม่ได้ เพราะจะไปเสริมฤทธิ์ให้ยิ่งง่วงซึมหนักขึ้นไปอีก และอาจมีอาการหัวใจเต้นแรง ปากคอแห้งหนักกว่าเก่า อีกการทานยาร่วมกับน้ำผลไม้ก็จะไปลดประสิทธิภาพของยาลง เพราะฉะนั้น ดื่มกับน้ำเปล่าเถอะค่ะ

3. ยาแอนตี้ไบโอติก หรือยาประเภทรักษา หู คอ จมูก พวกเตตร้าไซคลิน ห้ามทานร่วมกับนมทุกชนิด ทุกรสชาติ ร่วมถึงเนยและเนยแข็งหรือชีสด้วย เพราะตัวยาจะไป จับกับแคลเซียม ทำให้ไม่สามารถดูดซึมเข้าผนังลำไส้ เพื่อเข้าสู่กระแสเลือดได้ และจะถูกขับออกมากับกากอาหารในที่สุด

4. ยารักษาอาการหอบหืด ห้ามทานร่วมกับเครื่องดื่มคาเฟอีนทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ เหล้า เบียร์ ระหว่างทานยา หรือเป็นโรคนี้ควรงดเครื่องดื่มประเภทนี้ไปเลยดี ที่สุด

5. ยาลดการอักเสบ เช่น ไอบรูโพรเฟน(Ibuprofen), ไดโคลฟิแนค(Diclofenac), ไพร็อกซิแคม (Piroxicam), แอสไพริน (Aspirin) จะระคายกระเพาะจึงไม่ควรทานร่วม กับแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะทานพร้อมกันหรือทานในระหว่างที่ยาออกฤทธิ์ เพราะจะทำให้เกิดแผลในกระเพาะได้ง่าย

6. ยาประเภทป้องกันการเกิดลิ่มเลือด หรือยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เช่น Warfarin ห้ามรับประทานคู่กับอาหารที่มีวิตามินเคสูง เช่นพวกตับหมู ตับวัว ผักใบเขียว อย่างบร๊อคโคลี่ ผักขม ชาเขียว กระหล่ำปลี เพราะจะไปต้านฤทธิ์ยา

7. การทานยา ไม่ควรทานกับ น้ำชา หรือกาแฟ เพราะจะทำให้การดูดซึมของยาลดลงด้วย ร่างกายได้รับยาไม่เต็มที่ ใครที่ดื่มชากาแฟตอนเช้า ก็ควรทาน ยาหลังจากนั้นหรือก่อนหน้านั้นประมาณ 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย และแม้ว่าการทานอาหารประเภทที่มีนมเป็นส่วนผสมจะไม่ถูกกับยาประเภทแอนตี้ไบโอติก

ก็ควรระวังสำหรับการทานร่วมกับยาประเภทอื่นด้วยเหมือนกัน เพราะคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ไม่น่าจะรู้จักส่วนประกอบของยาเท่าไหร่ เดี๋ยวการรักษาจะไม่เกิดผล

ยาบางชนิดห้ามผสมกับน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนเพราะจะทำให้ยาเสื่อมสภาพ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะสำหรับเด็ก ควรใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วผสมเท่านั้น

เพราะฉะนั้น การดื่มน้ำเปล่ากับยาจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะไม่มีผลกับยาที่รับประทานแล้ว
หากดื่มในปริมาณที่เพียงพอยังช่วยละลายยา เพิ่มการดูดซึมและลดผลข้างเคียงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับยา โดยเฉพาะยาที่ทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร

ที่สำคัญ ทุกครั้งที่ต้องรับประทานยา อย่าลืมอ่านข้อมูลยาบนฉลาก หรือสอบถามเพิ่มเติมกับเภสัชกรของท่าน

 

ผู้หญิงหลายๆคนต้องการอยากมีหุ่นดีๆ แต่กลับใช้แบบวิธีรวบรัดตัดตอน ไดเอทแบบผิดๆ แต่พยายามฟิตหุ่นเท่าไรก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จสักที ลองถามตัวเองดูรึยังคะว่าพลาดอะไรไปตรงไหน หรือกำลังมีความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับการไดเอต แล้วอะไรคือไดเอทถูกวิธีล่ะ ?

1. คนที่อยู่ในช่วงไดเอตส่วนใหญ่ มักจะคำนึงถึงแต่เรื่องแคลอรี่จนลืมคิดถึงเรื่องสุขภาพไป อย่างถ้าวันไหนที่อดใจไม่ไหว จัดอาหารชุดใหญ่เข้าไป เราก็จะรู้สึกผิดที่กินอาหารขยะที่มีแคลอรี่สูงเข้าไป แต่ไม่ได้นึกถึงว่าอาหารขยะเป็นอันตรายต่อสุขภาพแค่ไหน ถ้าอยากลดน้ำหนักอย่างได้ผลในระยะยาว แนะนำให้เปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ ว่ากันว่าการคิดถึงผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับ

2. ลองเปลี่ยนจากคำว่า “อด” เป็นคำว่า “เลือก” จากปกติแล้วเรามักจะเลือกการไดเอทเป็นการอดอาหาร แต่นั่นคือวิธีที่ผิดมหันต์ ยิ่งอดยิ่งเครียด ยิ่งกินหนัก การอดอาหาร หรืออกินอาหารในปริมาณแคลอรี่ที่ต่ำว่า 1,000 ต่อวันนั้นทำให้น้ำหนักลงก็จริงอยู่ แต่มันทำให้ระบบการเผาผลาญของเราแปรปรวนค่ะ
ทีนี้พอเราเลิกอด ร่างกายเราก็สูญเสียการเผาผลาญไปแล้ว และสิ่งที่ตามมาคือน้ำหนักเพิ่ม เพราะฉะนั้นลองเปลี่ยนเป็นการเลือกกิน กินให้ครบ 3 มื้อ

ตัวอย่างเช่น

มื้อแรก กินแบบจัดหนัก แต่เลือกทานเฉพาะของที่ไม่มีการผัด ทอด อาจจะเป็นน้ำเต้าหู้ 1 ถุง ไม่ใส่น้ำตาล, โจ้กใส่ไข่, ต้มเลือดหมูไม่เครื่องใน หรือข้าวราดแกง ที่เน้นๆเนื้อสัตว์ไม่ติดมันและผัก

มื้อที่สอง ทานบะหมี่ หรือก๋วยเตี๋ยวพิเศษ ไม่ใส่เครื่องใน

มื้อระหว่างเย็น โยเกิร์ตไขมัน 0 % และกล้วย 1 ลูก

มื้อเย็น ปลานึ่ง ปลาย่าง และผักต้ม หรืออาจเป็นอาหารประเภทต้มที่เน้นผัก (สำหรับคนที่ไม่ออกกำลังกายแต่อยากผอม) หรืออาจจะเป็นสูตรอื่นๆแต่ต้องอยู่ในสัดส่วนที่พอดีนะคะ

3. เมินหน้าหนีแป้ง แป้งที่ได้จากข้าว ขนมปังขัดสี พิซซ่า เป็นศัตรูตัวเป้งของการมีหุ่นเพรียวสวยก็จริง แต่ก็ไม่ใช่แป้งทุกชนิดที่จะไม่ดีต่อร่างกาย แป้งที่ดีอย่างแป้งจากโฮลวีท ถั่ว ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโอ๊ต ก็เป็นแป้งที่ให้ไฟเบอร์ที่ร่างกายต้องการ

4. ออกกำลังกายเบาๆให้เป็นนิสัย ก่อนออกกำลังกายแนะนำให้ทานน้ำเต้าหู้ใส่เครื่องไม่ใส่น้ำตาล 1 ถุงและขนมปังโฮลวีท 1 แผ่น จากนั้นเริ่มด้วยการออกกำลังกายเบาๆวันละ 30 นาที เช่น ยกเวท, ซิทอัพ หรือง่ายๆโหลดแอพพลิเคชั่น Workout มันจะทำให้เรารู้จังหวะรู้วิธีและรู้เวลา

5.ออกกำลังกายเสร็จต้อง “ทาน” ทำไมต้องทาน? ก็เพราะว่าเราใช้พลังงานไปกับการออกกำลังกายต้องมีการซ่อมแซม ส่วนที่ใช้ไป ให้ทานแตงโม 1 ชิ้น และไข่ต้ม 2 ใบ(เฉพาะไข่ขาว) เท่านี้คุณก็จะนอนหลับฝันดีตืนมาหน้าตาสดใสเปล่งปลั่ง

“เมื่อหุ่นสวยๆยืนกวักมือเรียกคุณอยู่ป้ายหน้า แล้วคุณล่ะพร้อมหรือยัง?”

วิธีกำจัดสิวเสี้ยนที่จมูกแบบง่ายๆ สิวหลุด

สิวเสี้ยน อีกปัญหาหนึ่งของสิวที่น่ากวนใจเลยไม่น้อย เพราะเจ้าสิวชนิดนี้จะมาทีเป็นกองทัพ มีสาเหตุการเกิดสิวคล้าย ๆ กับสิวอุดตัน แต่มีความแตกต่างตรงที่สิวเสี้ยนจะมีขนเข้ามารวมตัวอยู่กับไขมันด้วย ซึ่งขนเหล่านั้นจะมีจำนวนมากกว่าเส้นเดียว บางคนแค่สิวหัวเดียวยังมีขนขดอยู่ถึง 50 เส้น แล้วขนที่รวมตัวขดกันอยู่ก็ไม่หลุดร่วงอย่างที่ควรจะเป็น จึงทำให้มันสะสมสิ่งสกปรกแล้วอุดตันจนกลายเป็นสิว

สิวเสี้ยนตามหลักแล้วจะเป็นสิวที่เกิดจากความผิดปกติของต่อมรูขน โดยมีลักษณะคล้ายกับสิวอุดตันหัวดำและมีกระจุกขนเล็ก ๆ หลายเส้นแทรกอยู่ในหัวสิวอุดตันด้วย มีลักษณะเป็นจุดดำเล็ก ๆ ตามใบหน้า หรือมีหนามแหลม ๆ ยื่นออกมาทางรูขุมขน โดยมักพบขึ้นบริเวณปลายจมูก หน้าผาด ข้างแก้ม บริเวณคาง คอด้านหลัง ซึ่งสิวเสี้ยนในความหมายก็คือกระจุกของเส้นขนอ่อน ๆ หลายสิบเส้นและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วอุดตันอยู่ในรูขุมขน

เชื่อแน่ว่าทุกคนน่าจะมีปัญหาสิวเสี้ยนตามจุดต่างๆ บนใบหน้า โดยเฉพาะที่จมูกก็เลยมีวิธีกำจัดสิวเสี้ยนที่จมูกแบบง่ายที่สุดมาบอกกันจ้า!

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นบิดหมาด
2. เกลือเม็ดละเอียด อย่างของเกลือปรุงทิพย์ก็ได้
3. น้ำมะนาว 1 ซีก
4. น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา

วิธีทำ

1. เริ่มจากเอาผ้าขนหนูอุ่นโปะที่จมูกซัก 10 นาที เพื่อให้สิวเสี้ยนที่เป็นไขมันที่อยู่ ในรูขุมขนโผล่ออกมาเจออากาศ มันจะเป็นก้อนแข็งๆ เพราะงั้นเราเลยต้องมา ละลายไขมันอุดตันด้วยความร้อนจากผ้า
2. พอไขมันเริ่มเหลวๆ ไหลออกมาเล็กน้อย เพื่อให้รูขุมขนเปิดซะก่อน
3. แล้วเอาเกลือ น้ำมะนาว น้ำผึ้ง ที่ผสมกันแล้ว มาโปะแล้วนวด แบบเบามือ คลึงเบาๆ ซัก 10 นาที
4. หลังจากนั้นใช้ผ้าขนหนูอุ่นอันเดิมเช็ดออกเบาๆ
5. แล้วล้างหน้าด้วยน้ำปกติเพื่อให้รูขุมขนหดตัวลง

เมนูที่ 1 Chia Seed Banana Chocolate Milk   :  บำรุงสมอง เสริมสร้างโปรตีน บำรุงกระดูก

วิธีทำ

– เทนม Chocolate ลงไปผสมกับเมล็ดเชีย 2 ช้อนโต๊ะ
– รอจนเมล็ดเชียพองตัว หั่นกล้วยใส่ทันที
– โรยด้วยเมล็ดเชีย และผงโกโก้
– แช่ตู้เย็น พร้อมทานคะ

เมนูนี้จะทำให้คุณได้รับคุณประโยชน์มากมายจากเมล็ดเชีย ทั้งบำรุงสมองโอเมก้าสาม เสริมสร้างโปรตีน บำรุงกระดูกด้วยแคลเซียมและโบรอน พร้อมทั้งในเมล็ดเชียยังมีไฟเบอร์สูงช่วยเรื่องระบบขับถ่ายไปเต็มๆ อีกทั้งยังมีกากใยอาหารจากกล้วย เรียกได้ว่าเมนูนี้ถือเป็นของหวานที่ส่งเสริมสุขภาพได้เป็นอย่างดี


เมนูที่ 2 Chia Seed Corn Milk   :  เมนูง่ายๆที่ได้ทั้งสุขภาพ…และหุ่นดี

ส่วนผสม

– กล้วย
– ผลไม้อบแห้ง
– เมล็ดเชียตราเนธารี่
– เกร็ดขนมปัง
– ข้าวโอ๊ตทุบอบ
– นมข้าวโพด สูตรน้ำตาลน้อย

ตักทุกอย่างใส่ตามชอบ เติมนมข้าวโพดพอท่วม
ทิ้งไว้ 5 – 10 นาที พร้อมทาน…เมนูง่ายๆได้สุขภาพและหุ่นดี


เมนูที่ 3 Chia Seed Pudding   :  เมนูการทานเมล็ดเชียที่แสนจะง่าย

เพียงแค่ผสมเมล็ดเชียกับเครื่องดื่มต่างๆ ทั้งนม น้ำผลไม้ น้ำเต้าหู้ รอพองตัวเต็มที่ เคล็ดลับให้กลายเป็นพุดดิ้ง เพียงแค่ค่อยๆเติมเครื่องดื่ม ไม่ต้องใส่เยอะภายในครั้งเดียว รอให้พองตัวเต็มที่ พร้อมทาน

เมนูนี้นอกจากบำรุงสมอง เสริมสร้างกระดูกแล้ว ยังช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายดีมากๆ เพราะเมล็ดเชียมีไฟเบอร์ที่สูง แถมยังได้พลังงาน ไม่ทำให้อ้วน แถมด้วยสุขภาพดีด้วยคะ


เมนูที่ 4 Chia Seed ลูกเดือยเปียกเผือก   :  บำรุงสมอง ลดเบาหวาน เสริมสร้างกระดูก

เมนูนี้นอกจากจะได้ประโยชน์จากเมล็ดเชียทั้งบำรุงสมอง ลดเบาหวาน เสริมสร้างกระดูกแล้ว ยังมีประโยชน์จากลูกเดือยอีกด้วย ช่วยลดการเกิดมะเร็ง เพราะมีสารคอกซีโนไลด์ (coxenolide)ที่มีสรรพคุณในการยับยั้งการเกิดเนื้องอก

วิธีทำ

1. นำลูกเดือยล้างน้ำให้สะอาด และนำไปต้มจนสุก พักไว้ จากนั้นนำเผือกทีนึ่งไว้จนสุกแล้ว หั่นเป็นลูกเต๋าเตรียมไว้

2. เตรียมทำกะทิหยอดหน้า โดยนำหัวกะทิและหางกะทิใส่หม้อและตั้ง บนไฟร้อนปานกลาง คนให้กะทิเดือด ผสมแป้งมัน (ส่วนทำกะทิหยอดหน้า) คนให้พอข้น จึงปิดไฟ เติมเกลือให้กะทิมีรสเค็มนิดหน่อย (เพราะตัวขนมหวาน)

3. ละลายแป้งมันในน้ำให้ละลายดี จึงนำไปใส่กระทะทองเหลืองตั้งบนไฟร้อนปานกลาง กวนต่อเนื่อง จนแป้งใส

4. เติมน้ำตาลและกวนต่อจนละลายหมด จากนั้นจึงนำลูกเดือยที่ต้มจนสุกและเผือกนึ่งมาใส่ ใส่พร้อมกับเมล็ดเชียที่แช่น้ำทิ้งไว้ 20 นาทีและคนให้เข้ากัน จึงปิดไฟ

5. ตักขนมใส่ถ้วยและหยอดหน้าด้วยกะทิ ตามแต่ชอบ เสริฟเป็นของหวานหลังมื้ออาหาร หรือเป็นของว่างในวันสบายๆ

เมนูนี้ทานสบายท้อง ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน หากใครดูแลรูปร่างแนะนำให้ใช้น้ำตาลน้อยๆ ทานเมนูนี้แทนข้าวเย็นเพื่อลดน้ำหนัก เป็นอะไรที่ได้สุขภาพ และหุ่นดีสุดๆคะ


เมนูที่ 5 Chia Seed Infused Water   : รับความสดชื่น และวิตามินจากผลไม้ไปเต็มๆ

Infused Water ( น้ําหมักผลไม้ ) เป็นที่นิยมกันมากในกลุ่มคนรักสุขภาพ นอกจากได้รับความสดชื่นแล้ว ยังได้รับวิตามินจากผลไม้อีกด้วย วิธีทำนั้นแสนจะง่าย เพียงแค่หั่นผลไม้ลงในขวดน้ำ เติมน้ำเปล่าจนเต็ม แช่ตู้เย็นพร้อมทาน และคุณยังสามารถเติมเมล็ดเชียลงไปได้อีกด้วย

Chia Seed(เมล็ดเชีย/เมล็ดเจีย) นั้นอุ้มน้ำได้เป็นอย่างดีด้วยกากใยมูสิเลจ ที่ทำให้น้ำนั้นเดินทางผ่านทางเดินอาหารอย่างช้าๆ ร่างกายค่อยๆดูดซึมไปใช้งานได้เต็มที่ พร้อมทั้งยังได้รับโอเมก้าสาม โปรตีน แคลเซียม และไฟเบอร์จากเมล็ดเชียอีกด้วย


เมนูที่ 6 “วุ้นเมล็ดเชียกะทิมะพร้าวอ่อน”   : อร่อยแถมได้ประโยชน์

วัสดุและอุปกรณ์

1. ผงวุ้น 2 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำตาลทรายไม่ขัดสี
3. เกลือป่น
4. น้ำมะพร้าว 400 มิลลิลิตร
5. เนื้อมะพร้าวอ่อน 2 ลูก
6. เมล็ดเชีย ตราเนธารี่
7. กะทิ

วิธีทำ
1. แช่ผงวุ้น และเมล็ดเชียในน้ำมะพร้าว คนผสมให้เข้ากัน พักไว้ประมาณ 10-15 นาที รอเมล็ดเชียพองตัว
2. นำขึ้นตั้งไฟกลางค่อนข้างอ่อน คนให้ผงวุ้นละลายแล้วจึงใส่กะทิคนผสมให้เข้ากัน
3. ใส่น้ำตาลทรายนิดหน่อยและเกลือป่นหยิบมือ คนให้น้ำตาลละลาย ใส่เนื้อมะพร้าวอ่อน เคี่ยวต่อประมาณ 10 นาที ด้วยไฟอ่อน
4. พักไว้ให้เย็น และวุ้นเซ็ตตัว แช่ตู้เย็น พร้อมทาน


เมนูที่ 7 เต้าฮวยนมสด Chia Seed fruit salad   : ได้ทั้งวิตามิน โปรตีน โอเมก้าสาม และแคลเซียม

ส่วนผสมเต้าฮวยนมสด :
– น้ำสะอาด 240 ml.
– นมสด (จืด) 240 ml.
– นมข้นจืด 240 ml.
– ผงวุ้น 1 ช้อนชา
– เจลลาตินผง 1 ช้อนชา
– กลิ่นวนิลา 2 ช้อนชา

ส่วนผสมน้ำราด
ผลไม้ต่างๆ
เมล็ดเชีย
น้ำตาล Lite Sugar 1 ซอง (เพิ่มความหวานตามชอบค่ะ)

วิธีทำ

1.ขั้นแรกนำน้ำใส่หม้อ ตามด้วยผงวุ้น คนให้เข้ากันนำไปตั้งไฟกลางให้เดือดเพื่อให้ผงวุ้นละลาย หากจะแต่งกลิ่น เติมในขั้นตอนนี้คะ
2.ยกหม้อลงจากเตาเติมนมสด และนมข้นจืด คนให้เข้ากัน ลองใช้นิ้วแตะดูถ้าอุ่น ๆ ไม่ร้อนมากก็โปรยผงเจลาตินลงไปได้เลย
3.พักไว้ประมาณ 10 นาทีให้เจลาตินอิ่มน้ำ ครบเวลานำหม้อขึ้นตั้งไฟอีกครั้ง คนให้เจลาตินละลาย พอส่วนผสมเดือดเบาๆปิดเตา
4.เทส่วนผสมใส่พิมพ์แล้วพักไว้ให้อุ่นค่อยนำเข้าตู้เย็
5. นำผลไม้มาหั่นชิ้นเล็กๆผสมกัน แล้วโรยด้วยน้ำตาล แช่ตู้เย็น
6. นำเมล็ดเชียมาผสมกับน้ำเปล่าพอท่วม รอให้พองตัวเต็มที่

เมื่อจะทานนำเต้าฮวยมาราดด้วยผลไม้ และเมล็ดเชียตามใจชอบ บางคนจะผสมเมล็ดเชียกับนมสดตอนทำตัวเต้าฮวยเลยก็ได้


เมนูที่ 8 Overnight Oatmeal   :

Overnight Oatmeal เมนูนี้แสนจะง่าย เพียงแค่ก่อนนอนให้คุณนำข้าวโอ๊ตและเมล็ดเชียตราเนธารี่ แช่นมถั่วเหลือง ปิดฝาแช่ตู้เย็นไว้ ตื่นมาตอนเช้านำผลไม้ที่ชอบใส่ ตามด้วยโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ก็เป็นอันเสร็จพิธีการ