Archives

Fidera Serum เนื้อครีมที่เนียน แน่น ซึมซาบเร็วของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่สดชื่นเป็นพิเศษนี้ มอบประสบการณ์ความรู้สึกใหม่ ผิวคืนความมีชีวิตชีวาอย่างเต็มที่ และดูสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อตื่นนอนให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวอย่างสูงสุดพร้อมปกป้องผิวจากมลภาวะต่างๆ ช่วยให้ผิวยกกระชับเรียบเนียนและอ่อนกว่าวัย พร้อมทั้งปกป้องริ้วรอยที่จะเกิดขึ้นใหม่ เพอร์เฟคสำหรับทุกสภาพผิว ช่วยปรับสภาพผิวให้มีความแข็งแรงยืดหยุ่น ฟื้นฟูบำรุงผิวให้เปล่งประกาย ให้คุณมั่นใจได้ทุกครั้ง ให้ผิวสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกเสริมประสิทธิภาพการฟื้นบำรุงความอ่อนเยาว์ที่มองเห็นได้ทั้ง 6 ประการพร้อมกันในหนึ่งเดียว ผิวรอบดวงตารู้สึกกระชับขึ้น ผิวเปลือกตาดูราวกับยกขึ้น รอยตีนกา

ริ้วรอยจากการขาดความชุ่มชื้นและรอยย่นลดเลือน รอยคล้ำจางลง ผิวหย่อนคล้อยบริเวณใต้ตาดูลดลง และรอบดวงตาดูกระจ่างใสขึ้นอย่างชัดเจน เติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างยอดเยี่ยม ชั้นล่างเป็นเนื้อครีมสดชื่น เข้มข้นทว่าบางเบา ทรงประสิทธิภาพเติมความชุ่มชื้นถึงขีดสุด ส่วนชั้นบนเป็นทรีตเม้นต์ฟื้นฟูบำรุงความกระจ่างใส มาพร้อมกระจกซึ่งช่วยให้ใช้ได้สะดวกขึ้นด้วยสูตรลับ เฉพาะอันทรงคุณค่าแห่งสารสกัดจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติ เพื่อเพิ่มความขาว กระจ่างใส เปล่งปลั่ง ที่บรรจงคัดสรรมาอย่างดีเยี่ยม จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการบำรุงและฟื้นฟูผิวอันล้ำลึกที่เหนือกว่า จนสังเกตเห็นผลลัพธ์ได้ ซึ่งทำหน้าที่ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างสูงอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับสารอื่นๆ และมีคุณสมบัติในการส่งผลให้ผิวขาว กระจ่าง ใส จึงทำให้มั่นใจได้ว่า จะทำให้ผิวขาวขึ้นอย่างเห็นได้ขัด และไม่ก่อให้เกิดความระคายเคืองและด้วยคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ใน ซึ่งช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง จึงทำให้ผิวขาวกระจ่างใสไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง พร้อมทั้งลดการอักเสบต่างๆ ของผิวหนัง ทำให้ผิวขาวกระจ่างใสจนถึงขีดสุดโดยปราศจากการระคายเคืองช่วยเติมความชุ่มชื่นให้ผิวเรียบเนียน กระจ่างใส ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย พร้อมปรับสภาพผิวให้พร้อมรับการบำรุง ตอบสนองความต้องการในการบำรุงผิวหน้าอย่างแท้จริง ด้วยคุณประโยชน์จากส่วนผสมที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน ให้ได้มาซึ่งบำรุงผิว ที่มีประสิทธิภาพในการลดเลือนริ้วรอยต่างๆ ให้จางลง พร้อมเติมความชุ่มชื่น ให้ผิวดูใสเรียบเนียน เปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมปรับสภาพผิวให้รับการบำรุงได้ดียิ่งขึ้น

คุณกำลังสับสนระหว่าง ผิวแพ้ง่าย และ ผิวระคายเคืองง่ายอยู่รึเปล่า ลองอ่านบทความนี้ดูค่ะ

คัดลอกมาจากบทความของฟาร์มาบิวตี้แคร์ และเวบบลอกของ blogger ชื่อดัง คุณ Pupe So Sweet

เป็นคำอธิบายเรื่องผิวแพ้และระคายเคืองที่ดีมากๆ ลองอ่านกันดูนะคะ


 

  • ความจริงเกี่ยวกับความผิดปกติจากการใช้เครื่องสำอาง (cr.เรียบเรียงโดยฟาร์มาบิวตี้แคร์)

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเมื่อเกิดการแสบ คัน หรือแดง หรือความผิดปกติจากการใช้เครื่องสำอางจะเป็นการแพ้ไปทั้งหมดซึ่งในความจริง แล้วเมื่อเกิดอาการดังกล่าว ส่วนใหญ่มากกว่า 80-90 % จะเป็นการระคายเคือง ที่เหลืออีก 10-20% เท่านั้นที่เป็นการแพ้จริงๆ

อาการผิดปกติจากการใช้เครื่องสำอางมี 2 ประเภทหลักๆ คือ

1. การระคายเคือง ในทางการแพทย์ใช้คำว่า Irritant contact dermatitis : พบได้ 80-90% และมักเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ที่ใช้ ไม่ใช่เฉพาะเราคนเดียว  อาการนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อผิวสัมผัสกับสารหรือสภาวะที่ก่อให้เกิดการระคาย เคือง เช่น สภาวะความเป็นกรด/ด่างมากเกินไป ร้อน/เย็นเกินไป ใช้สารเคมีหรือเครื่องสำอางที่ทำให้ผิวแห้ง มีส่วนผสมสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายเป็นปริมาณมากหรือใช้ติดต่อ กันเป็นเวลานาน อาการแสดงของการระคายเคือง เช่น มีผื่น แดง และถ้ารุนแรงก็เป็นตุ่มน้ำได้ โดยอาการผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นบนบริเวณที่ทาเท่านั้น ไม่ลามไปส่วนอื่นการระคายเคือง ขึ้นกับ

– ความแข็งแรงและสมบูรณ์ของผิวตอนนั้น : คนที่มีผิวแห้ง ลอก ผิวชั้นนอกขาดความสมบูรณ์ เรียงตัวไม่เป็นระเบียบ กัดหน้ามาตลอด มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการระคายเคืองได้ง่ายกว่าคนทั่วไป- ปริมาณที่ใช้ : ทามาก ระคายเคืองมาก ทาน้อย ระคายเคืองน้อย หยุดใช้อาการก็หายไป

– ระยะเวลาที่ใช้ : ใช้ติดต่อกันนานมาก แรกๆไม่ระคายเคือง ใช่ต่อสักพัก ก็สะสมและระคายได้

– การดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง : แรกๆใช้ไม่เป็นไร ต่อมาไปทำ laser  ไปตากแดด ไม่ทากันแดด  หรือไปทำอะไรก็แล้วแต่ให้ผิวชั้นนอกขาดความสมบูรณ์  ก็ทำให้ระคายเคืองได้

2. การแพ้  ในทางการแพทย์ใช้คำว่า Allergic contact dermatitis : พบได้ 10-20% (พบได้น้อยกว่าอาการระคายเคือง) การแพ้เป็นปฏิกิริยาส่วนบุคคล ผิวของแต่ละคนก็แพ้สารแตกต่างกันไป การจะรู้ว่าตนนั้นแพ้สารเคมีตัวไหน ต้องทำการทดสอบในห้องแลบของ รพ. เรียกว่าการทำ patch test คำถามที่ว่า ครีมนี้หนูใช้ได้มั๊ย ใช้แล้วจะแพ้มั๊ย ไม่มีใครตอบได้ หมอที่เก่งที่สุดในโลกก็ตอบไม่ได้คะ นอกจากจะลองใช้และลองแพ้ดูสักครั้ง การไปทำ patch test  เพื่อเทสต์หาสารที่แพ้ก่อนเป็นเรื่องที่ดี จากนั้นก็ค่อยมาเลือกเครื่องสำอางว่ามีสารที่แพ้ผสมอยู่มั๊ย ถ้าไม่มีก็ใช้ได้ แต่ถ้ามีก็ไม่ต้องซื้อ กันไว้ดีกว่าแก้

*** patch test คือ การทดสอบการแพ้ที่ผิวหนังบริเวณแผ่นหลัง ซึ่งผลทดสอบนี้สามาถใช้อธิบายการแพ้กับผิวหนังทุกส่วนของร่างกาย หมายความว่า ถ้าทำ patch test ที่หลังแล้วพบว่าเราแพ้สาร A   ถ้าเอาสาร A ไปทาที่หน้า ขา แขน หรือส่วนอื่นของร่างกาย ก็จะเกิดอาการแพ้เช่นกัน ***


>> ข้อควรจำ !!!!

1. ถ้าเราแพ้ ไม่ว่าจะทาผลิตภัณฑ์บนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ก็จะเกิดอาการ ผื่น บวม แดง คันเหมือนกันหมด !! ข้อนี้เป็นความแตกต่างจากการระคายเคืองที่ชัดเจน อย่างที่ได้บอกไปว่าการระคายเคืองนั้นขึ้นกับความแข็งแรงและความสมบูรณ์ของ ผิวหนัง  บางคนกัดหน้า ใช้ยารักษาสิวมาตลอด พอมาทาครีมก็เกิดอาการระคายเคืองได้ แต่พอเอาครีมนั้นไปทาท้องแขน ทาขา ทาแผ่นหลัง กลับไม่เป็นไรเลย

2. ผิวจะแข็งแรงสมบูรณ์หรือบางอ่อนแอ ก็แพ้ได้เหมือนกัน !! การแพ้ไม่ได้ขึ้นกับว่าคุณจะมีผิวแข็งแรงหรือบางอ่อนแอ แต่คนที่ผิวบางอ่อนแอและกำลังเกิดการระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์บางอย่าง กลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการแพ้ได้ง่ายขึ้น (เรียกว่าเจ็บหนัก 2 เท่า)

3. แค่ความเข้มข้นน้อยๆก็แพ้ได้ !! ไม่ต้องทาเยอะ ไม่ได้ทาเยอะ ทาบางๆก็แพ้ เพียงความเข้มข้นต่ำๆก็สามารถกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดีต่อต้านได้

อาการแพ้ ที่สังเกตเห็นได้ชัดที่สุด คือ ผื่นแดง คัน บางคนอาจพัฒนาเป็นสิวและลุกลาม ควรแยกการแพ้และการระคายเคืองให้ออก แม้จะเป็นอะไรที่แยกยาก เพราะอาการใกล้เคียงกันมาก แต่ก็อยากให้พยายามแยกให้ได้ โดยหาเหตุผล เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้กับอาการที่เกิดขึ้น จะได้ป้องกันตัวเองได้ถูกและไม่เป็นการปิดโอกาสตัวเองที่จะได้ใช้สกินแคร์ ตัวอื่น  เคยเจอหลายคนบอกว่าตัวเองแพ้วิตามินซี อะไรที่ผสมวิตามินซี ใช้ไม่ได้เลย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว แพ้ส่วนผสมอื่นที่อยู่ในสูตรมากกว่า


 

“คุณมีผิวแพ้ง่ายจริงหรือ?”  (cr.เรียบเรียงโดย blogger ชื่อดัง คุณ Pupe So Sweet)

ปัจจุบันมีเครื่องสำอางที่โฆษณาว่าออกแบบเพื่อ “Sensitive Skin” ซึ่งแปลออกมาอย่างผิด ๆ ว่า “ผิวบอบบาง ผิวแพ้ง่าย”“Sensitive Skin” ที่จริงต้องให้ความหมายว่า “ผิวที่ไวต่อสิ่งรบกวนเป็นพิเศษ” ส่วน “Allergy-Prone Skin” ต่างหากที่แปลว่า “ผิวแพ้ง่าย”

กระผมสนับความคิดที่ว่าทุกคนควรเลือกซื้อเครื่องสำอางโดยคิดว่าตัวเองมีผิว sensitive เอาไว้ก่อน (ถึงแม้ความจริงแล้วจะไม่ได้ sensitive สักเท่าไหร่ก็ตาม) เพื่อหลีกเลี่ยงสารก่อการระคายเคือง แอลกอฮอล์ น้ำหอม สี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิวทุกชนิดควรหลีกเลี่ยงไม่ว่าจะ Sensitive จริงหรือไม่ก็ตาม

คำว่า “ผิวแพ้ง่าย” ถูกนำมาใช้กันอย่าง “พร่ำเพรื่อ” ซะเหลือเกินในปัจจุบันนี้ จนเหมือนเป็นแฟชั่นไปเสียแล้ว หรือเป็นเพราะว่าการป่าวประกาศบอกชาวบ้านว่าชั้นน่ะ “เป็นผิวแพ้ง่าย บอบบ๊าง บอบบาง แพ้ไปหมดทุกอย่าง ใช่นั่นก็แพ้ ใช้นี่ก็แพ้” จะทำให้ดูเหมือนเป็นคนบอบบาง น่าทนุถนอมหรือรู้สึกเป็นผู้หญิ๊ง~ผู้หญิงเพิ่มขึ้นรึเปล่านะ? ใครจะไปรู้…..

Sensitive จริงแท้หรือแค่แสร้งทำ ?
ถ้ามีผิว sensitive หรือ allergy-prone จริง ๆ ก็น่าเห็นใจ แต่ผู้ที่แสร้งทำว่ามีผิวบอบบางแพ้ง่ายนี่เห็นแล้วก็น่าสลด เพราะอะไรนั้นกระผมขอยกกรณีตัวอย่างที่เคยพบขึ้นมา

ผู้ถาม : เรามีผิวบอบบางระคายเคืองง่ายค่ะ โดนแดดมากหน่อยก็จะแสบแดงเป็นปื้น ๆ มีอาการของ Seb Derm ร่วมด้วย อยากลองหา Skincare สักชุดค่ะ ใครที่มีผิวแบบเดียวกันรบกวนช่วยกันคอมเมนท์ด้วยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 : เราก็ผิวบอบบางแพ้ง่ายนะ ใช้ของมาเกือบทุกอย่างในโลกแล้วก็แพ้หมดเลย มาเจอน้ำโสมนี่แหล่ะใช้ดีจริง ๆ หน้าใสกิ้งเลย

ความคิดเห็นที่ 2 : เห็นด้วยกับ คห.1 ค่ะ เราใช้น้ำโสมแล้วติดใจ เลยไปถอยสบู่ดำมาลองด้วย อ่อนโยนมากเลยค่ะ หน้าไม่แห้งตึง

ความคิดเห็นที่ 3 : แนะนำ 3-Step เลย ที่บ้านเราใช้กันทั้ง พี่ ทั้งแม่ ทั้งป้า ไม่มีใครแพ้เลยสักคน เจ้าโทนเนอร์สีม่วงสูตร 2 น่ะ เช็ดแล้วสดชื่นมาก

ความคิดเห็นที่ 4 : เราขอแนะนำให้ลอง ArtistXX ค่ะ เพราะของเขาผลิตจากอเมริกาในโรงงานมาตรฐานเดียวกับโรงงานผลิตยา แถมมียอดขายติด 1 ใน 5 ของโลก รับรองว่าไม่แพ้แน่นอน เราใช้แล้วก็ชอบมากเลยค่ะ ยังไงสนใจติดต่อได้ที่ XXXX@YYYY.com

ความคิดเห็นที่ 5 : เราก็ผิวแพ้ง่ายมากเลยใช้ OrigiXX เพราะว่าเป็นของจากธรรมชาติ อ่อนโยนและไม่ทำให้แพ้ ไม่เหมือนพวกแบรนด์ทั่วไปที่มีแต่สารเคมี ทำให้หน้าบาง อ่อนแอ

อ่านแล้วก็เอามือกุมขมับแล้วก็สงสัยเหลือเกินว่าแต่ละคนที่มาแนะนำเนี่ยมีผิวบอบบางแพ้ง่ายกันจริงหรอ? เพราะแต่ละผลิตภัณฑ์ที่เขาแนะนำกันมามีแต่สารก่อการระคายเคืองทั้งนั้น สบู่ก้อนทำให้ระคายเคืองผิว โทนเนอร์มีแต่แอลกอฮอล์ กับผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีแต่ Fragrance Oil…

คนที่น่าเห็นใจที่สุดก็คือ “ผู้ถาม” ที่มีผิว sensitive จริง แต่ดันเจอ “ผู้ตอบ” ที่ไม่รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้แสดงความคิดเห็นไป และแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับผิว sensitive เอาเสียเลย…

ถ้าเกิดคุณมีผิว sensitive จริง และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยกับผิวบอบบางอย่างแท้จริง อยากแบ่งปันข้อมูลกับผู้ที่ประสบปัญหาแบบเดียวกัน อันนี้เป็นเรื่องที่ดีและน่าสนับสนุน

Allergic Reaction กับ Sensitizing Reaction ต่างกันอย่างไร ?
อาการข้างเคียงไม่พึงประสงค์จาก Skincare หรือ Makeup นั้นแบ่งได้ย่อย ๆ ก็คือ Allergic Reaction / Allergy (การแพ้) กับ Sensitizing Reaction / Irritation (การระคายเคือง)

Allergic Reaction / Allergy หรือ “อาการแพ้” นั้นเป็นปัจจัยเฉพาะบุคคล ผิวของแต่ละคนก็แพ้สารแตกต่างกันไป การจะรู้ว่าตนนั้นแพ้สารเคมีตัวไหนโดยเฉพาะนั้นค่อนข้างยาก เพราะว่าในเครื่องสำอางมีส่วนผสมของสารเคมีจำนวนมาก ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญอย่างแพทย์ผิวหนังที่มากประสบการณ์เท่านั้นในการวินิจฉัย

(Note : ทุกอย่างในโลกคือองค์ประกอบทางเคมี รวมทั้งสารสกัดจากธรรมชาติด้วย อย่าไปเข้าใจผิดว่าสารสกัดจากธรรมชาติไม่ใช่สารเคมีไม่ทำให้แพ้ อย่างที่โฆษณาและพวกคนขายเครื่องสำอางมักพูดกัน )

ความเสียหายจากอาการแพ้ (Allergic Reaction / Allergy) จะเกิดขึ้นลึกลงไปในผิวชั้นกลาง (Dermis) อาจมีอาการค่อนข้างรุนแรงถึงรุนแรงมาก ตั้งแต่อาการบวมแดง ผิวหนังอักเสบ แสบร้อน ล้างผลิตภัณฑ์ออกก็ยังไม่หาย ถ้าแพ้มาก ๆ ก็ถึงขั้นเสียโฉมกันเลยทีเดียว การรักษาอาการแพ้นั้น… นอกจากการหยุดใช้สารก่ออาการแพ้แล้ว ยังต้องมียาทารักษาอาการแพ้ ลดการอักเสบ กับยารับประทานเพื่อบรรเทาอาการด้วย ส่วนมากต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ไม่มีหรือผลิตภัณฑ์ชิ้นใดในโลกนี้ที่สามารถยืนยันการันตีได้ว่าคุณจะไม่มีทางแพ้กับผลิตภัณฑ์ตัวนั้นหรือตัวนี้ เพราะมันเป็นปัจจัยที่ต่างกันในแต่ละบุคคลและตัวคุณเองเท่านั้นที่ควรจะรู้ตัวดีที่สุดว่าคุณแพ้อะไร… การอ่าน Ingredients List จะช่วยกรองสารก่อการระคายเคืองไปได้ แต่คุณใช้แล้วจะแพ้รึเปล่านั้น “ต้องไปลองเอง”

ถ้ารู้แบบนี้แล้ว ก็เลิกตั้งคำถามว่า “ผลิตภัณฑ์ตัวนี้จะทำให้แพ้รึเปล่าคะ?” กันได้แล้ว เพราะไม่มีใครตอบได้ หรอกขอรับ…

Sensitizing Reaction / Irritation หรือ “การระคายเคือง” อาการนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อผิวสัมผัสกับสารหรือสภาวะที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ อย่างเช่น สภาวะความเป็นกรดมากเกินไป เป็นด่างมากเกินไป ร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไป ใช้สารเคมีหรือเครื่องสำอางที่ทำให้ผิวแห้ง มีส่วนผสมสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายเป็นปริมาณมากหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

การหลีกเลี่ยงสารก่อระคายเคืองนั้นทำได้ง่ายกว่าสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้มาก เพราะมันไม่ได้เฉพาะเจาะจงกับแต่ละบุคคลเหมือนกับอาการแพ้ โอกาสจะระคายเคืองมากหรือหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล ผิวที่แข็งแรงมากมีโครงสร้างสมบูรณ์ดีก็จะทนกับปัจจัยที่ก่อการระคายเคืองได้ง่ายกว่าผิวที่อ่อนแอ โดยปกติแล้วคนผิวแห้งจะมีโอกาสระคายเคืองง่ายกว่าผิวประเภทอื่น เพราะผิวชั้นนอกที่ไม่สมบูรณ์หรือขาดชั้นเคลือบปกป้องผิวนั้นจะทำให้สารก่อการระคายเคืองเข้ามาทำความเสียหายได้ อาการที่บ่งชี้ว่าอาจเกิดจากการระคายเคืองก็มีตั้งแต่ รู้สึกคัน แสบแดง แห้งลอก

สารก่อระคายเคืองที่พบได้ง่ายที่สุดคือก็คือแฮลกอฮอล์น้ำหนักโมเลกุลต่ำ อย่าง ethanol, denatured alcohol, ethyl alcohol, methanol, benzyl alcohol, isopropyl alcohol, sd alcohol สำหรับคนที่มีผิว Sensitive จริง ๆ นั้นก็ควรหลีกเลี่ยงส่วนผสมอย่าง น้ำหอม (รวมถึงน้ำมันหอมระเหย) และสีด้วย นอกจากนี้สารสกัดจากธรรมชาติบางอย่าง สารกันเสียบางตัว ก็ทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย

สารสกัดจากธรรมชาติ (Plant Extract) นั้นค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่ เพราะสารสกัดธรรมชาติหลายตัวนั้นมีทั้งผลดีและผลเสียในตัวมันเอง อย่าง Witch Hazel ซึ่งข้อดีสารสกัดตัวนี้มีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิแดนท์และต้านการระคายเคืองได้ แต่ด้วยความที่ตัว Witch Hazel มี Ethanol ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งประกอบอยู่ด้วย เครื่องสำอางที่ใส่สารสกัดตัวนี้มาในปริมาณเยอะ ก็ทำสามารถทำให้ผิวระคายเคืองได้ Lavender นั้นมีกลิ่นหอม เมื่อสูดดมทำให้ผ่อนคลาย ตัวสารสกัดหรือ Lavender Oil ก็มีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิแดนทืได้ แต่ในทางกลับกัน มันก็ทำให้ผิวระคายเคืองได้ ถ้าใส่มาในปริมาณสูงอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย ผิวไหม้ หรือทำให้เซลล์ผิวตายได้ และยังมีสารสกัดตัวอื่นอีกมากมายที่มีลักษณะเดียวกัน


ใช้ Skincare แล้วรู้สึกแสบผิว คันยิบ ๆ แปลว่าแพ้รึเปล่า ?

อาการแสบแดงส่วนใหญ่จะเป็น “การระคายเคือง” แต่อาการคัน ยิบ ๆ แสบเล็กน้อยขณะใช้ Skincare บางชนิดนั้นเป็นอาการปกติการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH เป็นกรดอย่าง Vitamic C ในรูป Ascorbic Acid หรือ AHAs หรือ BHA ก็จะทำให้ผิวรู้สึกยิบ ๆ ได้บ้าง อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อผิวปรับค่า pH เป็นกลางได้แล้ว และเมื่อใช้ผลิตภัณฑืติดต่อกันสัก 1 – 2 สัปดาห์ อาการแสบยิบๆ ก็จะน้อยลงหรือหายไปเลยก็ได้ในกรณีที่คุณใช้ยารักษาสิวที่มีคุณสมบัติเป็น Keratolytic อย่าง Tretinoin หรือ Benzoyl Peroxide ไปสักระยะหนึ่งก็อาจมีอาการระคายเคือง แห้ง ลอก เกิดขึ้นได้ เมื่อทามอยซ์เจอไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้นก็จะรู้สึกแสบผิว บางทีอาจจะแสบมาก แต่อาการเหล่านี้ก็จะหายไปในไม่นานแต่ถ้าคุณไม่ได้ใช้ยารักษาสิวหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHAs / BHA แล้วเกิดอาการแสบ คัน แม้เวลาจะผ่านไปสักพักอาการนี้ก็ยังคงอยู่ แปลว่าผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้มีสารก่อการระคายเคืองผสมอยู่ ให้ล้างออกและหยุดใช้ทันที (ทางที่ดีควรอ่าน Ingredient List ให้ละเอียดก่อนซื้อมาใช้)

 

ใช้โทนเนอร์หรือมอยซ์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมให้ความชุ่มชื้นและ Sooth ผิวได้ดี แต่มีกลับรู้สึกร้อนวูบไปทั่วบริเวณที่ใช้ หมายความว่าแพ้รึเปล่า ?

ถ้าผิวของคุณในตอนนั้นขาดความชุ่มชื้น แห้ง หรือมีอาการระคายเคืองจากการใช้ยารักษาสิวอย่าง Tretinoin หรือ Benzoyl Peroxide หรือใช้ Scrub ขัดผิวที่หยาบหรือใช้แรงมากไป หรือใช้ AHA / BHA ที่เข้มข้นเกินไป เมื่อมาเจอผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นสูงหรือช่วยต้านการระคายเคืองได้ดีจะมีอาการร้อนผ่าว หรือร้อนวูบวาบ อาจมีอาการแสบยิบ ๆ เล็กน้อยร่วมด้วย เมื่อผ่านไปไม่กี่นาทีอาการเหล่านี้จะหายไปเอง และเมื่อผิวคุณแข็งแรงเป็นปกติปราศจากความแห้งกร้านหรือระคายเคือง ผลิตภัณฑ์ตัวเดิมนั้นก็จะไม่ทำให้ผิวรู้สึกร้อนวูบวาบอีกแล้ว (แต่ถ้าผิวคุณมีอาการระคายเคืองหรือแห้งกร้านขึ้นมาทีหลัง ก็จะรู้สึกร้อนวูบวาบหรือยิบ ๆ อีก)ถ้าเป็นอาการแพ้นั้นจะต่างไปโดยสิ้นเชิง คือจะเริ่มคันหรือแสบแดงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และต่อให้ล้างออกแล้วอาการแสบแดงก็จะยังคงมีอยู่

 

เกร็ดความรู้ว่าด้วยเรื่องของคนอยากขาว


ห้ามกันไม่ได้เลยจริงๆกับกระแสความขาวทั้งคนที่คิดว่าผิวที่ขาวจะได้เป็นต่อในทุกๆเรื่องหรือผิวขาวเพราะกระแสนิยมไม่ว่าใครก็อยากขาวด้วยกันทั้งนั้น  ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีข่าวการเสียชีวิตของหลายๆคนที่อยากขาวแบบเร่งรัดลงสื่อหรือที่ไม่ได้ลงสื่อก็ตาม  หากคนไทยคิดแบบนี้ในสังคมแบบนี้โลกจะอยู่ยากขึ้นทุกวันไม่ใช่แค่ในเมืองไทยเท่านั้นเพราะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชากระแสความขาวก็ลุกลามเลยเถิดจนทำให้หลายคนเลือกใช้วิธีเสี่ยงๆเพื่อทำให้ตัวของตัวเองขาวขึ้นจนทำให้ผิวหนังเสียหายหลายรายเลยทีเดียว

ย้อนคิดกลับไปเมื่อกว่า 50 ปีก่อนกระแสคนอยากขาวก็พอจะมีบ้างเป็นประปรายดูจากการที่นางงามหลายๆคนเร่งประทินโฉมก่อนเริ่มการประกวดโดยจะมีขั้นตอนของการการเก็บตัว ขัดผิว อาบน้ำแร่ แช่น้ำนมเพื่อให้ผิวพรรณสว่างใสผุดผ่องเปล่งปลั่งแผ่ออร่าความขาวให้เข้าตากรรมการให้มากกว่าคนอื่น  และเท่าที่สังเกตดู   คนที่ขาวกว่าก็มักจะได้เปรียบเรื่องการแต่งตัว การแต่งหน้ารวมไปถึงการเลือกชุดเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ในงานประกวด

ดิฉันเองตอนเด็กก็เจอมากับตัวเองในวันที่ครูคัดเลือกเด็กเพื่อไปรำการแสดงชุดหงส์เหิน ผู้แสดงต้องสวมชุดสีขาวได้ยินคุณครู 2 คนถกเถียงกันว่าจะให้ผู้เขียนแสดงดีไหมเพราะดูหัวดี จำเก่ง น่าจะฝึกได้ง่าย อีกทั้งญาติก็เยอะโรงเรียนคงขายพวงมาลัยให้ญาติเราได้มากในความคิดของครูผู้ฝึกการแสดง  แอบดีใจเล็กๆแต่แล้วก็เหมือนชะตาเล่นตลกเมื่อคุณครูอีกคนที่มีหน้าที่แต่งหน้าแต่งตัวให้แย้งว่าถึงจะมีข้อดีแต่ความดำของผิวเราเนี่ยแก้ยากแต่งยังไงถึงจะดูดียังนึกไม่ออกสุดท้ายสรุปดิฉันก็เลยไม่ได้ร่วมแสดงในครั้งนั้นคิดแล้วยังแอบอิจฉาเพื่อนที่ขาวกว่า

ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงไม่แปลกใจที่ปัจจุบันหน้าตา ความขาวและสังคมสื่อที่มีอยู่มากมายและเห็นกันได้อย่างอิสระจึงมีผลต่อจิตใจของสาวน้อยสาวใหญ่ทั้งหลายที่อยู่ในวัยใส  ถึงจะต้องเสี่ยงกับอันตรายเพื่อให้ตัวเองมีผิวที่ขาวขึ้นแม้จะดูน่ากลัวสุดท้ายแล้วพวกเขาเหล่านี้ก็จะเลือกผิวขาวให้มาก่อนความปลอดภัยของชีวิตและสุขภาพของตัวเอง

เรามาลองดูรายชื่ออาหาร สารเคมีและอุปกรณ์ต่างๆกันดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้างที่คนสมัยใหม่เลือกมาใช้กับตัวเองเพื่อให้สีผิวของพวกเขาดูขาวขึ้นจากสีผิวปกติตามที่ธรรมชาติให้มา

  1. กินวิตามินซีในระดับความเข้มข้นสูง 1-3 พันมิลลิกรัมต่อวัน อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้วิตามินซีมีการซื้อขายมากกว่าและเลือกใช้มากกว่าวิธีอื่นคือหาง่าย ราคาไม่สูง มีผลข้างเคียงน้อย มีข้ออ้างในการใช้มาก เนื่องจากเป็นยาและอาหารเสริมบำรุงร่างกายในคราวเดียวกัน
  2. สารต่างๆที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ทาผิว ส่งผลทำให้ผิวจะบางลง  สีซีด  ต่อมไขมันลดลง ผิวแห้งลดเกิดสิวได้ง่าย  บางรายผิวอาจแห้งจนแตกเป็นรอยและติดเชื้อได้  ในบางรายที่หยุดใช้เมื่อพบว่าผิวของตนเองขาวจนพอใจแล้วจะพบว่าสภาพผิวค่อนข้างไวต่อแสงแดด  หลังหยุดใช้สีผิวจะดำคล้ำมากกว่าเดิมหรืออาจมีอาการผิวอักเสบร่วมด้วย  ทั้งนี้เป็นเพราะผลข้างเคียงของการใช้ยา
  3. ผสมน้ำอาบด้วยคลอรีน เกิดจากความคิดที่ว่าสิ่งสกปรกในน้ำที่ไม่สะอาดเป็นต้นเหตุของผิวคล้ำเสีย เมื่อจะอาบน้ำทุกครั้งต้องผสมคลอรีนลงไปในปริมาณที่กำหนดด้วยเสมอ
  4. ฉีดและกินกลูต้าเพื่อให้ผิวขาวเปล่งออร่าแม้ในยามที่ออกแดด เป็นประเด็นนี้มีข่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง
  5. ลงทุนทาแป้งหรือเครื่องสำอางบางชนิดทั้งตัว เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมาก เพราะถือว่าลงทุนน้อย และไม่เจ็บตัว

แม้จะรู้ถึงอันตรายจากการเลือกใช้วิธีที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมแต่คนอยากขาวหลายๆคนก็ยังเลือกที่เสี่ยง  เพราะฉะนั้นดิฉันจึงได้รวบรวมความรู้เกี่ยวกับการทำให้ผิวดูสว่างขาวใสขึ้นโดยการใช้วิตามินซี  เพราะเห็นว่าเป็นอาหารเสริมชนิดนี้เป็นแหล่งสารอาหารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่ใช่แค่บำรุงสุขภาพแต่ยังช่วยในเรื่องของการปรับสีผิวได้อีกด้วย  ส่วนวิธีการเลือกนั้นมีดังนี้

1. เลือกวิตามินซีที่มาจากธรรมชาติ โดยทั่วไปแล้ววิตามินซีแบบสำเร็จรูปนั้นจะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ วิตามินซีที่สกัดจากธรรมชาติ และวิตามินซีที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมา ซึ่งวิตามินซีที่ถูกสกัดมากจากธรรมชาตินั้น ร่างกายจะสามารถดูดซึมได้ดี และรวดเร็วมากกว่า เนื่องจากขนาดของโมเลกุลวิตามินซีจะเล็กกว่าชนิดที่สังเคราะห์ขึ้นมานั่นเอง แล้วก็อย่ากินกันตลอดไปนะ เพราะต้องให้ร่างกายได้ทำหน้าที่ของตัวเองตามธรรมชาติบ้าง
2. เลือกจากจำนวนมิลลิกรัมของวิตามินซี ถ้าหากคุณต้องการที่จะบำรุงผิวพรรณ ขอแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์วิตามินซี ที่มีจำนวนวิตามินซีเป็นส่วนประกอบมากกว่า 1,000 มิลลิกรัมขึ้นไป จึงจะถือว่าพอเพียงกับความต้องการของร่างกายในหนึ่งวัน
3. เลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก อย. ถึงแม้ว่าวิตามินซีจะไม่อันตรายต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นวิตามินประเภทละลายน้ำได้ แม้จะรับประทานมากเกินไป ร่างกายก็จะขับออกมาทางปัสสาวะอย่างง่ายดาย ทำให้ไม่เกิดการตกค้างในร่างกายก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

มาถึงตอนนี้แล้วก็ยังคิดไม่ออกเลยนะว่าถ้าตอนเด็กที่เราผิดหวัง คุณครูไม่เลือกให้แสดงเพราะดำกว่าเพื่อน แล้วมีอะไรๆหลายอย่างช่วยให้ตัวเองขาวได้ เราจะใช้วิธีไหนบ้าง ดีนะที่เราผ่านมาได้ด้วยวัยอันควร ห่วงแต่เด็กๆสมัยนี้จะตัดสินใจผิดๆไปจนอาจถึงแก่ชีวิตได้  ยังไงผู้ปกครองหรือคนใกล้ตัวก็คงต้องช่วยกันดูแลแนะนำกันวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมกันต่อไปเพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนผิวขาวหรือคล้ำพวกเขาก็ยังเป็นคนที่คุณยังคงห่วงใยเสมอถูกต้องไหมคะ…

สาวๆ มีไลฟ์สไตล์แบบนี้รึเปล่า เป็นเจ้าแม่ปาร์ตี้ เที่ยวดึก  นอนน้อยเป็นนกฮูก กันแดดไม่ทา

รู้ไม๊ว่าคุณกำลังทำร้ายคอลลาเจน และผิวสวยๆอยู่ ??


เมื่ออายุ “เพิ่มมากขึ้น” ประสิทธิภาพใน การสร้าง collagen  นั้น “น้อยกว่า” การทำลาย จึงทำให้ผิวเราสูญเสียคอลลาเจนไปตามอายุที่มากขึ้น

เปรียบเหมือนโรงงานแห่งหนึ่งที่มีอายุทำงานมานานกว่า 30 ปี ปัจจุบันแม้จะมีวัตถุดิบอยู่มาก  แต่ก็ไม่สามารถผลิตสินค้าออกมาได้มากเท่าในหลายปีก่อน สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า  “เครื่องจักรในโรงงานมันเก่าแล้ว มันเริ่มเสื่อมสภาพ นั่นเอง”

จึงเป็นที่มาว่า

แม้เราจะทาน “คอลลาเจน” เข้าไปมาก แต่ร่างกายนำสารตั้งต้นนั้นไปสร้างได้ไม่มากเท่าเดิม  บวกกับยังใช้พฤติกรรมทำลายคอลลาเจนเพิ่มอีก

พฤติกรรมทำลายคอลลาเจน

พฤติกรรมต่อไปนี้ คือ การทำลายคอลลาเจน (ที่ก็เหลือน้อยและสร้างใหม่ได้ยากเต็มที) ให้ยิ่งน้อยลงไปอีก

– ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ ทุกครั้งที่ดื่มแอลกอฮอลล์ควรดื่มน้ำเปล่า 2 แก้วโตตามไป และมีในกรณีผู้ที่แพ้แอลกอฮอล์อาจจะทำให้ผิวเป็นผื่นเเดงด้วย

– กินหวาน น้ำตาลเป็นตัวการที่ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยมากขึ้น โดยน้ำตาลจะเข้าไปจับคอลลาเจนให้เกิดการแข็งตัว พอแข็งตัวก็จะแตกและเปราะหักง่าย หลังจากอีลาสตินและคอลลาเจนเปราะหักแล้ว ผิวตรงนั้นก็จะเกิดการยุบตัวลงลักษณะจะเหมือนที่นอนสปริงที่เกิดการหัก เมื่อนอนตรงนั้นก็จะเกิดการยุบตัว ผิวของเราก็เช่นกัน เมื่อคอลลาเจนและอีลาสตินถูกทำลาย ผิวบริเวณนั้นก็จะยุบตัวทันที

– สูบบุหรี่ เมื่อสูดควันบุหรี่เข้าไป สารที่มีอยู่ในบุหรี่ เช่น น้ำมันดิน สารประกอบโพลีไซคลิก อโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน จะตกค้างอยู่ในช่องปากและทางเดินหายใจส่วนต้น จากนั้นถูกกลืนเข้าทางเดินอาหารและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด กระจายไปส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งผิวหนัง ทำให้อวัยวะต่างๆ ถูกทำลาย และรบกวนขบวนการขับพิษของตับ  นอกจากนี้สารอื่นๆ ในบุหรี่และควันบุหรี่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำลายเส้นใยต่างๆ ในผิวหนัง ทำให้ผิวเหี่ยวย่น แก่ก่อนวัย และแผลหายช้า

– ติดคาเฟอีน ขาดกาแฟไม่ได้ คาเฟอีน เป็นสารที่ดูดซึมวิตามินและเเร่ธาตุที่จำเป็นจากร่างกาย เป็นตัวดูดซับความชื้นจากผิว ทำให้ผิวแห้งกร้าน

– กินอาหารที่มีอนุมูลอิสระสูง เช่น อาหารปิ้งย่าง มาร์การีน (เนยเทียม) และ อาหารทอด เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รุขุมขนเกิดการอุดตันซึ่งทำให้เกิดสิว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เช่น ไส้กรอก ไอศครีม เบคอน เพราะกระบวนการเผาผลาญอาหารเหล่านี้ ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เซลล์เกิดการเสื่อมโทรมและเหี่ยวย่น

– ดื่มน้ำน้อย การดื่มน้ำน้อยไป ร่างกายจะดึงน้ำจากส่วนต่างๆ … เพราะช่วย ต้านอนุมูลอิสระไม่ให้มาทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อ และทำให้ดูแก่ก่อนวัยได้ น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกายมากถึงร้อยละ 70 มีส่วนช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ดังนั้นเราจึงควรดื่มน้ำอย่างน้อยให้ได้ประมาณ 8 แก้วต่อวัน เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปกับเหงื่อ และการขับถ่ายในแต่ละวัน

– ไม่ออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เซลล์ผิวได้รับออกซิเจนและสารอาหารมากขึ้น

– ออกจากบ้านไม่ทาครีมกันแดด การทาครีมกันแดด จะเป็นตัวช่วยปกป้องผิวของเราให้ห่างไกลจากความหมองคล้ำและริ้วรอยก่อนวัยได้เป็นอย่างดี ดังนั้นหลังอาบน้ำ สาว ๆ ควรจะทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดที่จะมาทำลายผิวของเราให้หมองคล้ำ และยังเป็นการป้องกันฝ้า กระ และจุดด่างดำได้อีกด้วย

ฉะนั้น รับรู้พฤติกรรม แล้วหยุดทำนะจ๊ะ ผิวสวยๆ จะได้อยู่กับเรานานๆ

แน่นอนว่าความขาวย่อมเป็นสิ่งที่สาวทั้งหลายต่างปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมนั่นก็คือต้นตอบ่อเกิดของความขาวจากสารกลูต้าไธโอน นั้นสืบเนื่องมาจากเป็นผลข้างเคียงของการที่นำไปใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับ ระบบเส้นประสาทบกพร่องอาทิเช่นโรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อม, โรคปลายเส้นประสาทอักเสบ, มะเร็งกระเพาะอาหารและต่อมลูกหมาก โดยผลข้างเคียงของสารกลูต้าไธโอนไปยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งส่งผลให้เม็ดสีผิวหนังของเราเปลี่ยนแปลงไปจากสีน้ำตาลดำไปเป็นเม็ดสี ชมพูขาว ทำให้มีคนหัวใสนำไปใช้ในการเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยความงามใน รูปแบบเม็ดเพื่อหวังว่าจะช่วยชะลอความแก่และช่วยให้ผิวขาวอมชมพูดูเป็น ธรรมชาติ แม้บรรดาเจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ จะมีการนำเอาสารกลูต้าไธโอนมาทำเป็นยาเม็ดขนาดความแรงแตกต่างกันออกไปเพื่อ ใช้ในการทานเป็นอาหารเสริม และหวังว่ามันจะสามารถทดแทนปริมาณกลูต้าไธโอนที่ร่ายกายมีไม่พอหรือขาดตก บกพร่องอันสืบเนื่องมาจากโรคร้ายต่างๆ แต่จากการรวบรวมข้อมูลออกมาพบว่าสารกลูต้าไธโอนไม่สามารถถูกดูดซึม จากกระเพาะอาหารได้ โดยจะถูกย่อยสลายและขับออกไปทางลำไส้

ขณะเดียวกัน ก็มีการพยายามที่จะนำสารกลูต้าไธโอนเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีฉีดเข้าเส้นหรือ เข้ากล้ามเนื้อเช่นเดียวกับการรักษาโรคต่างๆ เพื่อหวังให้ผิวพรรณขาวผ่องเป็นยองใยพร้อมอมชมพูใสไปตามธรรมชาติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผลข้างเคียงของสารกลูต้าไธโอนที่ส่งผลให้เรามีผิวที่ขาว สดใสมันก็เป็นเพียงแค่การซื้อเวลาระยะสั้นๆ เท่านั้นเอง ดังนั้นทางที่ดีอย่าไปเสี่ยงเจ็บเนื้อเจ็บตัวแถมเปลืองสตางค์ในกระเป๋าไปกับ การเอาร่างกายเราไปฉีดสารกลูต้าไธโอน

กลูต้าไธโอนเป็นสารต้านอนุมูล อิสระภายในร่างกายที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินซีหรือวิตามินอี แต่เมื่อเราอายุมากขึ้นปริมาณกลูต้าไธโอนภายในร่างกายก็จะลดน้อยลงไปตาม ลำดับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเซลล์และอวัยวะทุกส่วนของร่างกายให้เสื่อมโทรมลง อย่างไรก็ดีมีนักวิจัยพบว่าหากผู้ที่มีอายุยืนยาวพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรง แล้วนั้นมันจะตรวจพบสารกลูต้าไธโอนในกระแสเลือดอยู่ในปริมาณที่สูง นอกจากนั้นเรายังสามารถที่จะเลือกทานอาหารตามธรรมชาติที่มีสารกลูต้าไธโอนดี กว่าจะไปหลงเชื่อใช้สารนี้ในทางที่ผิดและขาดความเข้าใจ โดยกลูต้าไธโอนตามธรรมชาติพบมากในผลไม้อย่างสตรอเบอร์รี่, ผลอโวกาโด, แตงโม, องุ่น ขณะที่ผักก็พบในหน่อไม้ฝรั่ง ทางด้านเนื้อสัตว์นั้นก็หาได้จากปลาและเนื้อแดง

ชั่วโมงนี้คงแทบไม่มีท่านใดที่จะไม่รู้จักกับคอลลาเจนเป็นแน่แท้

แม้แต่เครื่องดื่มยอดนิยมอย่างกาแฟยังมีการเติมคอลลาเจนลงไปเป็นตัวชูโรง โดยคอลลาเจน ซึ่งมีรากศัพท์จากภาษากรีซคำว่า Kolla ที่หมายถึงกาว เรียกได้ว่าเป็นกาวแห่งชีวิตเลยก็ว่าได้  เนื่องจากคอยทำหน้าที่เชื่อมเซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเข้าด้วยกัน พร้อมปกป้องอวัยวะต่างๆ ให้อยู่ภายใต้ผิวหนัง

จริงๆ แล้วคอลลาเจนคือ โปรตีนธรรมชาติในร่างกาย ในคอลลาเจนมีสารสำคัญ 2 ชนิด คือ Proteoglycan และ Glycosaminoglycans ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นโครงสร้างหลักของผิว เส้นผม เล็บ กระดูก ข้อต่อ ตลอดจนผนังหลอดเลือด ในขณะที่ชั้นหนังแท้ของเรา มีคอลลาเจนมากถึง 75% ที่ทำหน้าที่ให้ผิวดูเรียบตึง พร้อมทำงานควบคู่กันไปกับโปรตีนอย่างอิลาสติน ซึ่งมีหน้าที่คอยดูแลความยืดหยุ่นของผิว ดังนั้นผิวพรรณที่อุดมไปด้วยคอลลาเจนก็จะมีความเรียบเนียนกระชับพร้อมกับความเปล่งปลั่ง บางคนถึงกับเรียกมันว่า “กาวแห่งชีวิต” หรือให้สมญานามคอลลาเจนว่าเป็น โปรตีนแห่งความงาม  หรือกระดูกของผิวพรรณเลยทีเดียว

แต่กลับเป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อยเลย โดยเฉพาะสาวๆ ที่จะมีความเสื่อมสภาพของคอลลาเจนมากกว่าหนุ่มๆ  เมื่อมีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป โดยอัตราที่ลดลงในผิวชั้นหนังแท้ ถึง 1.5% ต่อปีทีเดียว

ดังนั้นมันจึงเป็นที่มาของ บรรดาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่นำเอาคอลลาเจนผสมลงไป เพื่อให้ผู้ใช้ได้ทานกันทั้งในรูปแบบผง, แบบเม็ด และแบบน้ำจนทำให้ผิวพรรณกลับมาดูขาวใสดูมีน้ำมีนวลเหมือนเดิม แม้คอลลาเจนแบบฉีดจะเห็นผลได้อย่างชัดเจนมากที่สุดในขณะนี้ แต่ก็ยังคงมีราคาแพงเกินกว่าคนธรรมดาจะอาจเอื้อม  ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยหันมาอาศัยการทานคอลลาเจนเพื่อความสะดวกและไม่เจ็บเนื้อเจ็บตัว ซึ่งหากเราทานไปเรื่อยๆ ผิวของเราก็จะค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ

การรับประทานคอลลาเจนที่สกัดจากปลาทะเลน้ำลึกเป็นอาหารเสริมประจำอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยเสริมคอลลาเจนที่พร่องลงตามวัยที่เพิ่มขึ้น คืนกลับให้ร่างกาย สามารถช่วยป้องกันและชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่น รอยตีนกา ความแห้ง กระด้าง ช่วยผิวพรรณให้มีความชุ่มชื้น นุ่มนวลเรียบเนียน คงความยืดหยุ่นของผิวไว้ ถ้าให้ดียิ่งขึ้นควรรับประทานวิตามินอีด้วย เพื่อช่วยเพิ่ม (Dermis) ซึ่งการทาที่ผิวหน้าและผิวตัวจะซึมเข้าสู่ผิวได้แค่เพียงชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น

ความต้องการคอลลาเจนของร่างกายเรานั้นอยู่ที่ 4,000-6,000 มิลลิกรัมต่อวัน และทานแบบไหนก็ต่างให้ประสิทธิภาพ ที่ไม่ต่างกัน อย่างไรก็ดีหากเรามาแก้ไขที่ต้นเหตุได้ มันก็จะดีกว่าด้วยการหลีกเลี่ยงรังสี ยูวีจากแสงแดด, งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์, หลีกเลี่ยงสารอาหารที่ปนเปื้อนอนุมูลอิสระ แล้วหันมาเอาใจใส่ในสุขภาพของตัวเองอย่างจริงจังด้วยการออกกำลังกายให้เลือด ลมไหลเวียนดีและมีการทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยคอลลาเจนจากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นจำพวกพืช หรือว่าสัตว์ แต่ในสัตว์จะมีคอลลาเจนมากกว่าพืชอย่างเช่นปลาทะเลน้ำลึก, ปลาทู และปลากระเบน

และหากอยากจะได้ผลดังตั้งใจแล้วล่ะก็ขอให้ทานอาหารที่มีวิตามินซีทั้งผัก และ ผลไม้อย่างคะน้า, มะเขือเทศ, ฝรั่ง, ส้ม, ขี้เหล็ก, มะม่วงร่วมด้วยการจะเป็นการดีเพราะจะช่วยให้ร่างกายของเราดูดซึมวิตามินซีไป ใช้ในการเสริมสร้างคอลลาเจนให้แข็งแรง และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันนั่นก็คือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน

ประโยชน์ของคอลลาเจนนั้น จริงๆแล้วยังมีอีกมากมายที่เรานั้นยังไม่รู้ ยังสามารถไปช่วยในเรื่องของผม และเล็บแข็งแรงขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพของข้อกระดูกทำให้ลดอาการปวดตามข้อได้ อาหารที่เราได้รับจาก คอลลาเจน จะมีเนื้อปลาทะเล, สาหร่ายทะเล หรือสาหร่ายน้ำจืด, น้ำมะพร้าว, เนื้อไก่, เนื้อหมู, ไข่ขาว, ผักเขียวต้ม, ผลไม้สีแดงต่างๆ, กระเทียม, กระดูกปลาและกระดูกสัตว์ต่างๆ, เนยแข็งและชีส, ข้าวโอด, ชาเขียว ชาดำ และยังมีอาหารอีกมากมายที่มี คอลลาเจน อยู่ อย่างไรก็ดีในการรับประทานอาหาร หรือการทานอาหารเสริม ให้ได้ประสิทธิภาพดีที่สุดก็ควรรับประทานคู่กับอาหารที่มีวิตามินซีด้วย เนื่องจากวิตามินซีจะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมคอลลาเจนให้เข้าสู่ร่างกายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยทำให้ผิวของคุณสาวๆ มีสุขภาพดีขึ้น ขาวขึ้น แลดูอ่อนเยาว์ และมีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น

หากมีวันใดวันหนึ่งที่บรรดาสาวในที่นี้ มีความปรารถนาที่จะแต่งหน้าอ่อนๆ เอาแค่พอสบายผิวชิลๆ แต่ไม่ต้องการเปลือยสีจริงของริมฝีปาก และก็ไม่อยากพึ่งพาลิปสติกสีนู้ด ที่นานๆทีจะได้ใช้สักหน วันนี้เราจึงมีทริคดีๆ ในการทาปากสีนู้ดที่จะช่วยให้สาวทั้งหลายได้ลุคใสๆ ควบคู่กันไปกับความสวยเฉียบเนี้ยบนิ้ง ซึ่งตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีสำหรับสาวๆ ที่อยากแต่งหน้าเบาๆ

เรามาเริ่มต้นกันด้วยการจัดแจงเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องนำมาใช้ในการแต่งปากให้มีสีสวยสดใสอันประกอบไปด้วยไฮไลท์เตอร์ชนิด แท่ง, ดินสอเขียนขอบปากหรือดินสอเขียนขอบตาสีน้ำตาลอมเทา, ลิปกลอสแบบใสหรือชนิดเจือสีชมพูอ่อนๆ  และชิมเมอร์บาล์มหรืออายแชโดว์ ที่ไม่มีสีผสมชิมเมอร์

สำหรับขั้นตอนแรกให้เตรียมเขียนริมฝีปากให้มีสีที่สม่ำเสมอกันให้เป็นอย่างดี  ด้วยการใช้รองพื้นที่เหลือติดมาจากฟองน้ำแต่งหน้ากดลงไปอย่างแผ่วเบาให้ ทั่วทั้งริมฝีปากบนและริมฝีปากล่าง  แล้วจึงค่อยใช้ไฮไลท์เตอร์ชนิดแท่งเขียนไปตามขอบริมฝีปากด้านบน ก่อนที่จะใช้นิ้วกดย้ำลงไปเบาๆ ตามเส้นไฮไลท์ที่เราได้เขียนเอาไว้เพื่อเป็นการเบลนด์ให้ผสมกลมกลืนไปกับผิว และเขียนขอบปากด้วยดินสอสีน้ำตาลอมเทาเป็นขั้นตอนต่อไป

คราวนี้เราก็มาทาลิปกลอสสีใสให้ทั่วทั้งริมฝีปาก และใช้นิ้วปาดชิมเมอร์บาล์มหรืออายแชร์โดว์ที่ไม่มีสีผสมชิมเมอร์ ก่อนที่จะแตะลงไปตรงบริเวณกลางของริมฝีปากด้านล่างเพื่อเป็นการช่วยเพิ่มวอลลุ่ม และมิติที่อวบอิ่มของริมฝีปากได้อีกขั้นนั่นเอง

เมื่อเราจัดการทำตามทุกขั้นตอนทั้งหมดจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สาวๆ ทั้งหลายที่ต้องการแต่งหน้าแต่งตาเพียงแค่พอหอมปากหอมคอ  สไตล์ใสๆ ดูน่ารักๆ ก็จะได้ริมฝีปากที่มีเรียวปากเป็นสีนู้ดอย่างธรรมชาติที่ดูดีไม่จัดจ้านมากจนเกินไป   แล้วก็อย่าลืมที่จะปัดแก้มให้มีสีสันหรือเพิ่มเติมเสริมตาให้มีความคม ขึ้นสักนิดหน่อย  ก็จะเข้ากันได้เป็นอย่างดี เพียงเท่านี้นั้นเราก็จะได้องค์ประกอบรวมของทั้งใบหน้าที่ดูดีมีสีสันพองามไม่จืดชืดจนมากเกินไป และหากวันไหนสาวๆ อยากได้ลุคสวยใสตามธรรมชาติแล้วล่ะก็ลองทำตามคำแนะนำของเราแล้วจะติดใจ

ทีนี้ไม่มีลิปสติกสีนู้ดเมื่อไร ก็ไม่ต้องซีเรียสกันอีกแล้ว เพราะแค่คุณมีอุปกรณ์การแต่งหน้าทาปากดังที่เราแนะนำไว้ ก็สามารถนำมาแต่งเติมริมฝีปากให้ออกมาสวยโดดเด่นราวกับทาลิปสติกสีนู้ดกันได้ง่ายๆ แล้วจริงมั้ย

สำหรับประโยคที่มักได้ยินกันจนชินหูที่ว่า “เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก” นั้นมันเรียกได้ว่าไม่ผิดแต่อย่างใดในเมื่อบรรดาสาวๆ ทั้งหลายต้องอดทนอดกลั้นต่ออุปสรรคต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งความสง่างามและสวยทั้งที่มีปัญหาเพียบ ดังนั้นวันนี้เราไปดูกันดีกว่าว่าสาวๆ มีปัญหาจากความงามอย่างไรกันบ้าง แม้ว่ารองเท้าส้นสูงจะเป็นสิ่งที่สาวๆ ต่างอยากสวมใส่ แต่ท่านรู้หรือไม่ว่ามันจะทำให้เข่าของเราแอ่นไปด้านหลัง รวมทั้งแผ่นหลังก็จะแอ่นไปด้านหน้าเพื่อช่วยในการทรงตัว

และหากเรายืน อย่างนี้เป็นเวลานานมันก็จะทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังและเข่าต้องทำงานหนัก จนเป็นที่มาของการเสื่อมก่อนวัยอันควร ขณะเดียวกันเพื่อความสวยความแล้วนั้นมันทำให้รองเท้าส้นสูงส่วนใหญ่จะดีไซน์ ให้ปลายเท้าแคบ ซึ่งหากใส่บ่อยๆ ก็จะส่งผลให้ปลายเท้าผิดรูปหรืออาจเกิดตาปลาที่ฝ่าเท้า ดังนั้นเราจึงไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูงทุกวันหันมาใส่รองเท้าส้นเตี้ยสลับกัน ไปบ้างให้เท้าและขาได้พัก แต่หากจำเป็นต้องใส่รองเท้าส้นสูงมากๆ ก็ควรใส่แค่ในช่วงสั้นๆ อาทิเช่นไปงานเลี้ยงแบบนั่งโต๊ะ ชั่วโมงนี้เรามักเห็นสาวๆ ใช้กระเป๋าใบใหญ่ที่พร้อมใส่สัมภาระต่างๆ จนจุใจ แต่หารู้ไม่ว่าการใช้กระเป๋าหนักๆ เป็นตัวการสำคัญที่บ่อนทำลายสุขภาพเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลัง, ปวดบ่า และปวดคอ รวมไปถึงอาจทำให้กระดูกสันหลังมีปัญหา ดังนั้นจึงควรหันมาใช้กระเป๋าใบเล็กลงพร้อมทั้งจัดให้กระเป๋ามีแต่ข้าวของ สำคัญก็พอแล้ว ขณะที่สกินนี่ยีนส์ที่กำลังฮิตไม่น้อยนั้นมันคอยทำร้ายสุขภาพของเราจากอาการ ชาแถวด้านข้างสะโพกจากกางเกงรัดๆ ไปกดทับเส้นประสาทผิวหนังด้านข้าง หนำซ้ำยังอาจเป็นต้นตอของการเกิดเชื้อราในช่องคลอดอีกด้วย ดังนั้นหากอยากอินเทรนด์ก็ต้องเลือกกางเกงที่ใหญ่ขึ้นสักเบอร์หนึ่งรวมไป ถึงผ้าที่นิ่มๆ สักหน่อยก็ดี

แน่นอนว่ากางเกงชั้นในจีสตริงนั้นมันจะ ช่วยเสริมสร้างความเซ็กซี่ให้กับสาวๆ ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่มันก็แฝงเอาไว้ด้วยภัยร้ายที่เกิดขึ้นจากการเสียดสี ขณะเดียวกันนั้นมันก็มักจะทำจากผ้าใยสังเคราะห์จึงทำให้ระบายความอับชื้นได้ ไม่ดีเท่าที่ควรจนเป็นเหตุสำคัญที่มันทำให้เกิดการติดเชื้อราในช่องคลอด นอกจากนี้เคราะห์ซ้ำกรรมซัดด้วยรูปทรงของกางเกงชั้นในจีสตริงอาจทำให้เชื้อ โรคจากบริเวณก้นถูกดันมาทางด้านหน้าจนเกิดการติดเชื้อตรงบริเวณช่องคลอดตลอด จนท่อปัสสาวะอีกด้วย ดังนั้นทางที่ดีเราจึงควรเลือกสวมใส่กางเกงชั้นในที่ใช้ผ้าคอตตอน ซึ่งเป็นเนื้อผ้าที่ระบายความชื้นได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

หน้าหนาวนี้หลายคนอาจจะกำลังมองผลิตภัณฑ์ที่จะมาคอยดูแลผิวสวยของคุณ ซึ่งแม้อากาศจะเป็นอย่างไรแต่สิ่งหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือแสงแดดที่คอยจะ ทำลายผิวสวยของคุณที่จะทำให้สาวผิวคล้ำกลับยิ่งแย่ลงกว่าเดิม เพราะลำพังอากาศที่หนาวเย็น ก็ทำให้ผิวสวยๆ ของคุณเริ่มแตกและแห้ง แต่การที่จะหันมามีผิวที่เนียน นุ่ม ขาวใสนั้น มีให้เลือกหลายวิธี ซึ่งจะช่วยเรียกความมั่นใจกลับมาให้กับสาวผิวคล้ำดำเสียได้เป็นอย่างดี การมีผิวสวยและขาวด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาจเป็นตัวช่วยที่สาวๆ จะต้องเลือกใช้วิธีนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ผิวสวยดังเดิม มาดูเทคนิคการใช้

ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวคุณดีกว่า ผิวสวยด้วยน้ำ การใช้ผลิตภัณฑ์หรือครีมบำรุงผิวเพื่อให้ผิวสวยและขาว เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ การดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละประมาณ 1-2 ลิตร จะช่วยทำให้ผิวสวย ผิวเปล่งปลั่ง เต่งตึง การที่ผิวถูกทำร้ายจากมลภาวะ ทำให้ผิวมีโอกาสสูญเสียความชุ่มชื้นตลอดเวลา การใช้ครีมบำรุงควบคู่กับการดื่มน้ำ ตั้งแต่ตื่นนอน จนกระทั่งก่อนนอน จะทำให้ผิวสวยของคุณชุ่มชื้นขึ้น ผิวสวยด้วยการให้อาหารผิว ไม่เพียงแต่การใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวสวยเพียงอย่างเดียว หากแต่ควรจะมีการรับประทานผักใบเขียวอย่างผักสลัด และผลไม้ ควบคู่ไปด้วยทุกวัน รวมถึงการพักผ่อนผิวสวยของคุณให้กลบมามีชีวิตชีวา การนอนให้ได้วันละ 8 ชั่วโมง หรืออาจจะหา วิตามินมาเสริมนอกเหนือจาก ใช้ครีมบำรุงต่างๆหากคุณมีการพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งจะช่วยให้ผิวสวยได้อีกครั้ง ผิวสวยด้วยทรีทเม้นท์ หน้าหนาวแบบนี้หากจะให้ไปขัดหน้า สาวๆคงเซย์โน เพราะการขัดหน้าในหน้าหนาว จะทำให้ผิวหน้าบางขึ้น แพ้ง่ายขึ้น การใช้ ครีมบำรุงเพื่อผิวสวยด้วยการเลือกสรรพคุณให้ถูกจุดจะทำให้ได้ผลดี ซึ่งสามารถใช้ควบคู่กับการทำสปาผิวหน้าที่เพื่อให้เซลล์ผิวที่ตาย หลุดออกไป และใบหน้าที่ผ่อนคลาย การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมอยเจอไรเซอร์ จะทำให้ผิวสวยอีกครั้ง และทำให้ผิวกลับมาขาวกระจ่างใสขึ้น หนาวๆอย่างนี้การดูแลผิวสวยด้วยมะเขือเทศแช่เย็น มาฝานเป็นแว่นๆ แล้ววางเรียงบนผิวหน้า ทิ้งไว้ล้างออกด้วยน้ำเย็น เป็น เคล็ดลับผิวสวย หากทำประจำจะทำให้ผิวสวยใส เต่งตึงกระชับ แก้มอมชมพูเหมือนมีเลือดฝาดอีกด้วย การมีผิวสวยอาจไม่ต้องลงทุนอะไรเลย หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ จะทำให้แลดูอ่อนวัยและผิวสวยกระจ่างใสอีกด้วย

แม้ปัจจุบันนี้จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยจนทำให้มีผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยให้ผิวพรรณของเราขาวกระจ่างใสได้ดังเนรมิต แต่นั่นมันก็เป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยเลย รวมทั้งยังเหมือนเป็นการซื้อเวลาเป็นอะไรที่ไม่จีรังยั่งยืน ดังนั้นเราลองหวนคืนสู่วิถีธรรมชาติกันดีกว่าที่เห็นว่าคนสมัยโบราณยังมีผิวขาวเนียนสวยได้ไม่ต้องพึ่งผลิตภัณฑ์ใดๆ โดยหันมาปรับไลฟ์สไตล์ต่างๆ ให้ผิวขาวถาวรตามธรรมชาติ

เรามาเริ่มต้นกันจากการทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยควรที่จะทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่และผัก 5 สีในแต่ละวัน โดยเรียกได้ว่าเป็นการดูแลผิวจากภายในจากสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ที่เราทานเข้าไป ทำให้ผิวพรรณของเราตื่นขึ้นจนขาวกระจ่างใสไร้ริ้วรอย ขณะเดียวกันนั้นเราก็ต้องทานอาหารเสริมที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกายไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจนหรือวิตามินซีที่ต่างส่งผลให้ผิวพรรณของเรานั้นมันขาวเปล่งปลั่งสดใส คราวนี้ก็ได้เวลาที่จะมาปรนเปรอผิวจากภายนอกกันบ้าง โดยเราควรที่จะหมั่นเอาใจใส่ให้ความสำคัญกับการดูแลบำรุงผิวอย่างต่อเนื่องด้วยการทาครีมบำรุงผิวที่ผสมสารช่วยเสริมสร้างความขาว รวมทั้งการใช้ครีมพอกหรือครีมขัดต่างๆ เพื่อเป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าให้ลอกออกพร้อมเผยผิวใหม่ที่สดใสเปล่งปลั่ง ตลอดจนไปถึงตำรับไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้มะเขือเทศและแตงกวาก็สามารถนำมาใช้ช่วยให้ผิวขาวตามธรรมชาติได้

เมื่อเราปฏิบัติการให้ผิวขาวถาวรตามธรรมชาติจากทั้งภายในและภายนอกกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ควรที่จะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อวัน อย่ามัวแต่ทำงานหรือหน้าดำคร่ำเครียดกับการเรียนจนอดหลับอดนอน โดยเราควรเข้านอนในช่วง 4 ทุ่มไปจนถึงเที่ยงคืน เนื่องจากจะเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งสารที่ช่วยบำรุงผิวพรรณพร้อมทั้งซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ทำให้เราตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นแจ่มใสและผิวพรรณที่ผ่องเป็นยองใย

นอกจากนี้ที่ไม่ควรลืมนั้นก็คือการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน เนื่องจากร่างกายของเรานั้นมันต้องสูญเสียน้ำไปจากการปัสสาวะและเหงื่อที่ออกตามรูขุมขนต่างๆ รวมทั้งน้ำยังเป็นส่วนประกอบอันสำคัญของร่างกายที่คิดได้เป็น 70% เลยทีเดียว ดังนั้นมันจึงเปรียบเสมือนร่างกายของเราเต็มไปด้วยน้ำ และหากเราดื่มเข้าไปไม่เพียงพอกับที่เสียไปมันก็จะทำให้ผิวพรรณของเราแห้งกร้านไม่สดใสได้นั่นเอง อย่างไรก็ดีหากเป็นการเสียเหงื่อจากการออกกำลังกายก็ควรที่จะดื่มน้ำที่ผสมเกลือแร่ด้วย