Archives

มารู้จักอาหาร 7 อย่างต่อไปนี้ ที่จะช่วยชะลอสัญญาณแห่งวัยดึก ทั้งอาการผมร่วง ผิวแห้ง เฉื่อยชา ให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้นภายใน 3 – 6 เดือน

1. หยุดผมร่วง ให้รับประทานกล้วย ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันผมร่วงได้ดี การรับประทาน กล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่กับหนังศีรษะของคุณได้นานวันยิ่งขึ้น

2. ลดผิวมัน รับประทานธัญญาหารทุกเช้า ซึ่งอุดมด้วยวิตามินบี 2 ที่ช่วยหยุดยั้งการผลิตน้ำมันส่วนเกิน ของต่อมผลิตภายในร่างกายที่เป็นสาเหตุหนึ่งของเส้นผมบางและมัน

3. หยุดการลอกของผิวหนัง รับประทานปลาแซลมอนใส่เกลือรมควัน หรือรับประทานอาหารทะเลหรือสลัดผักสดก็ได้

4. ผิวเนียนใสเหมือนเด็ก มะม่วงมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี โดยช่วยกระตุ้นการสร้าง ผิวหนัง รวมทั้งหนังศีรษะเพื่อทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและขรุขระ ให้กลับมีความชุ่มชื่นและนุ่มเนียน

5. ชะลอผมหงอก ให้รับประทานถั่วลิสงอบเนยรวมกับเกล็ดขนมปัง ที่อบมาร้อน ๆ ก่อนมื้ออาหาร ถั่วลิสงมีวิตามินบีที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีดอกเลาได้ และยังทำให้ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย

6. ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี ให้รับประทานฝรั่ง หรือน้ำฝรั่งซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี เพราะจะช่วยเก็บรักษา คอลลาเจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง หรือรับประทานมะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับ ผลไม้ประจำวันก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซีได้ด้วยเช่นกัน

7.ปกป้องใบหน้าจากมลพิษ วิตามินบีในอะโวคาโดช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย และร่างกายเกิดความ ต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้รวมถึงการถูกทำลายจากบรรยากาศที่มลภาวะเป็นพิษอีกด้วย

4 ขั้นตอนการดูแลผิวหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงริ้วรอยก่อนวัยอันควร

ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยไม่มีใครอยากให้ตัวเองมีริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าไม่ว่าจะเท่าไหร่  โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ถึงวัยที่ควรจะมีริ้วรอยบนใบหน้า  ยิ่งต้องดูแลกันเป็นพิเศษ  การจะอยู่ให้ไกลห่างจากริ้วรอยต้องบอกก่อนเลยว่าไม่ใช่เรื่องยาก   เพียงสร้างความเข้าใจกับตัวเองก่อนว่าริ้วรอยไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้สูงวัยเท่านั้น   แต่สามารถเกิดกับใครก็ได้ที่ใช้ชีวิตสมบุกสมบันเกินไป หรือมีไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมาะสม รู้อย่างนี้แล้วเรามาหลีกหนีจากริ้วรอยกันบนใบหน้ากันดีกว่า

วิธีการนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนง่ายๆ อย่างการดูแลตัวเอง ไปจนถึงขั้นตอนที่อาจจะต้องใช้เงินเข้ามามีส่วนช่วยในการรักษาผิวหน้าโดยผู้เชี่ยวชาญ  จะมีอะไรบ้างเรามาเรียนรู้ไปพร้อมกันดีกว่า

ขั้นที่ 1 การดูแลสุขภาพทั่วไปอย่างถูกต้อง

1. อาหารที่สมดุลกับร่างกาย และเพียงพอต่อการบำรุงผิวพรรณ

2. น้ำ ควรดื่มน้ำสะอาดให้มากพอ 6-8 แก้วต่อวัน นอกจากจะต้องดื่มน้ำเยอะๆแล้ว ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนที่อาจเป็นตัวการทำให้ผิวขาดน้ำ  หากเลี่ยงไม่ได้ก็ควรดื่มในปริมาณที่จำกัด และพยายามดื่มน้ำให้มากขึ้น

3. อากาศ ในแต่ละฤดูกาลความชุ่มชื้นของผิวพรรณที่เปลี่ยนแปลง และใช้ครีมบำรุงตามสภาพอากาศ

4. อารมณ์ การทำหน้านิ่วคิ้วขมวดประจำ  ริ้วรอยจะเป็นร่องลึกขึ้นและติดอยู่บนหน้าเราตลอดเวลา   ดังนั้นเราควรปรับสีหน้าให้มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อไม่มากหรือน้อยเกินไป  เพื่อป้องกันริ้วรอยก่อนวัยอันควร

5. การนอนหลับ ควรพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ 3ทุ่ม-ตี3  ท่านอนถูกต้องคือนอนหงาย  ถ้านอนคว่ำหน้าจะหย่อนถุงใต้ตาจะย้อย   ห้องต้องมืดและไม่มีสื่อไฟฟ้า อิเลคทรอนิกส์ เพื่อการหลับสนิท

6. การขับถ่าย เน้นต้องทุกวัน เป็นเวลา อย่างน้อยวันละครั้ง ช่วงเวลาตี 05.00-07.00 เพราะเป็นช่วงที่ลำไส้ใหญ่ทำงานได้ดี ถ้าไม่ถ่ายในช่วงนี้จะมีการดูดซึมสารพิษเข้าสู่ระบบเลือดและนำไปเลี้ยงร่างกายผิวพรรณจะหมองคล้ำ

7. ฟิตเกินหน้าแก่ การออกกำลังกายเป็นสิ่งดีแต่ต้องไม่เกินความพอดีและไม่หักโหม เพราะถ้าหักโหมเกินไปจะทำให้ร่างกายจะเครียดหน้าแก่เร็ว

8. ปกป้องผิวพรรณจากรังสีในแสงแดด  ควรชโลมครีมกันแดดเมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่มีแดดค่อนข้างแรง  นอกจากจะป้องกันผิวไม่ให้ไหม้แดดอันเป็นสาเหตุทำให้เกิดริ้วรอยแล้ว ยังป้องกันมะเร็งผิวหนังไปในตัว  การสวมแว่นกันแดดก็ยังมีส่วนช่วยปกป้องผิวรอบดวงตาจากรังสีอัลตราไวโอเลตได้อีกด้วย ซ้ำยังช่วยลดอาการหรี่ตา ย่นคิ้วที่เป็นสาเหตุของรอยตีนกา

9. การรักษาความสะอาดผิวหน้าอย่างล้ำลึกทุกวัน  คือกฎเหล็กที่สาวทุกคนห้ามลืม ห้ามเผลอ ห้ามขี้เกียจ หรือผลัดวันประกันพรุ่งเด็ดขาด  โดยเฉพาะสาวๆ ที่แต่งหน้า การทำความสะอาดให้เริ่มจากการเช็ดคราบเครื่องสำอาง แล้วจึงล้างด้วยสบู่ล้างหน้าที่เหมาะกับสภาพผิว เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป   จำไว้ว่าการถูหรือเช็ดหน้าแรงๆเหมือนขัดพื้นบ้านบ่อยๆ  ทำให้รูขุมขนกว้าง ผิวดูหยาบกร้านและเป็นริ้วรอยได้ง่าย

10. การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุทำให้ออกซิเจนไม่สามารถไปหล่อผิวได้เต็มที่และเพียงพอ  เซลล์ผิวหนังไม่สดใสและเกิดเซลล์ใหม่ล่าช้า พร้อมทั้งยังเร่งให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าเร็วขึ้น  สำคัญที่สุดคือรอยย่นเล็กๆบริเวณริมฝีปาก ถ้าไม่อยากมีจีบรอบปากแถมปากดำคล้ำก็ควรเลิกเสีย

 

ขั้นที่ 2 การดูแลสุขภาพผิวโดยเฉพาะ

11. ดูแลผิวเป็นพิเศษ คืนความชุ่มชื้นให้แก่ผิวทั่วไปด้วยการใช้โลชั่น สำหรับผิวหน้าทาไนท์ครีมก่อนนอนทุกคืน  และเติมกำลังเสริมด้วยการมาสก์หน้าทิ้งไว้ 5 – 10 นาที อาทิตย์ละ 1ครั้ง

12. การปรับสภาพผิว หมั่นขัด นวด และปรับสภาพผิว อาทิตย์ละครั้ง อาจจะด้วยการใช้สครับขัดหน้าเพื่อให้เซลล์ผิวกลับคืนสู่ความสดใส  อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้การไหลเวียนของระบบโลหิตดีกระฉับกระเฉง  ทาเซรั่มบำรุงผิวหรือครีมเข้มข้นที่พลิกฟื้นความสดชื่นให้แก่ผิวพรรณ

 

ขั้นที่ 3 การดูแลสุขภาพด้วยเครื่องสำอางและอาหารเสริม

13. ควรใช้เครื่องสำอางที่เหมาะสมกับประเภทของผิว ทั้งนี้ก็เพื่อฟื้นฟูสภาพผิวจากภายในสู่ภายนอกหรือจากภายนอกอย่างเพียงเดียว เช่น ครีมรองพื้น คอนซีลเลอร์และแป้งทาให้ทั่วใบหน้า  วิธีนี้เป็นการปกป้องริ้วรอย ลดความหมองคล้ำของรอยดำและจุดบกพร่องที่ไม่พึงปรารถนา แนะนำให้ทุกท่านเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติ และวิตามินเป็นหลัก เสริมความงามให้ใบหน้าพร้อมทั้งบำรุงสุขภาพผิวไปพร้อมๆกัน

14. อาหารเสริม จัดว่าเป็นสารอาหารสำหรับฟื้นฟูและดูแลผิวอีกตัวเลือกหนึ่งเพราะในอาหารเสริมบางชนิดจะมีวิตามินซี วิตามินอี คอลลาเจน น้ำมันปลา โคคิวเทนผสมรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ผู้บริโภคควรศึกษาหรือรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อความปลอดภัยและทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุด แต่ถ้าคุณมั่นใจว่าได้รับสารเหล่านี้เพียงพอจากการกินอาหารจะไม่กินวิตามินเสริมก็ได้

15. การเสริมฮอร์โมนเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป เพราะร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงประสงค์ ผิวหนังเหี่ยวย่น แห้ง ผมร่วง ตามหลักการของเวชศาสตร์ชะลอวัย หรือ Anti-Aging Medicine นั้น  ถ้าไม่มีข้อห้าม สามารถได้รับฮอร์โมนทดแทนเพื่อรักษาสมดุลเหล่านั้นกลับคืนมา  แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

 

ขั้นที่ 4 การใช้บริการศัลยกรรมความงาม

ช่วยเพื่อความรวดเร็วทันใจ  และมีความพร้อมในหลายๆด้าน  เช่นการทำฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ ร้อยไหม เลเซอร์ สเตมเซลล์ ผ่าตัดหรือเทคนิคเสริมความงามแบบใหม่ที่มักจะมีมาให้คุณเลือกสรรอยู่เรื่อยๆ ตามเทคโนโลยีในสถาบันเสริมความต่างๆ

เพียงแค่นี้ สกุณาก็จะไม่มาปาร์ตี้ให้คุณกังวลใจอีกต่อไป ชีวิตดี๊ ดี พบกันโอกาสหน้าค่ะ

มุมมืด ของการลดน้ำหนักสูตรดารา 3 วัน 7 วัน


ทำไมนะ ? การ ลดน้ำหนักด้วยสูตร 3 วัน 7 วัน จึงไม่ได้ผล

สูตรลดน้ำหนัก” สูตรนึงที่มีคนพูดถึงบ่อยๆ แถมมีคนมากมายต่างลองทำ สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง คงหนีไม่พ้น สูตรน้ำหนักแบบ”เร่งด่วน” หรือ สูตรลดน้ำหนัก 3 วัน 7 วัน ที่บอก ลดได้ 5 กิโลกรัม ภายใน 7 วัน หรือกิน 3 วัน ลงได้ 4 กิโลกรัม

บ้างก็ดึงเอาชื่อคนดังๆมาเคลมว่าเป็นสูตรดารา สูตรนางเอก สูตรนางฟ้า สูตรนั่นโน่นนี่มากมายหลากหลาย แล้วแต่จะหยิบยกมาชวนเชื่อ ทำให้เราเพ้อถึงผลลัพธ์ที่จะได้เมื่อทำตามสูตร

หลักการของ สูตรลดน้ำหนัก 3 วัน 7 วัน

สูตรทุกสูตร จะเป็นการให้ตารางอาหารแต่ละวัน 3 มื้อ คือ เช้า เที่ยง และเย็น ให้ทานอาหารตามชนิดและปริมาณตามที่จัดให้ บางสูตรให้ทำเป็นรอบ รอบละ 3 วัน ทำซ้ำ 2 รอบและหยุด 1 วัน หรือ บางสูตรให้ทำเจ็ดวัน ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ หยุด 1 วัน โดยถ้าหยุด หรือ หลุดโปรแกรมให้เริ่มใหม่

⚠ แน่นอนว่า เมื่อดูจากผลลัพธ์ ทุกๆ คนที่ทดลองทำตามสูตร ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สูตรเร่งด่วนนี้ สามารถลดน้ำหนักได้จริงๆ และสามารถลดได้ในปริมาณมากภายในระยะเวลาอันสั้นอีกด้วย

พอมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคน คงเริ่มคล้อยตามและอยากเริ่มทำตามสูตรนี้เป็นแน่แท้ แต่ !! ลองอ่านเนื้อหาให้จบก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ ถ้าในเมื่อสูตรมันได้ผล แต่ทำไมกูรูด้านการลดน้ำหนักทั้งหลายจึงออกมาค้านแบบหัวชนฝาว่า ไม่ควรใช้สูตรเร่งรัด เหล่านี้ในการลดน้ำหนักหล่ะ ??

???? เมื่อเอาสูตรการลดแบบต่างๆ มาลองหาค่าปริมาณพลังงาน และ คุณค่าโภชนาการ สูตรลดน้ำหนักแบบเร่งรัดแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการอดอาหาร โดยจำกัดให้ร่างกายได้รับพลังงานต่ำและ คุณค่าทางอาหารไม่เพียงพอ

ในขณะที่ การลดน้ำหนัก ที่ถูกต้อง โดยไม่ทำลายสุขภาพนั้น จะต้องจัดปริมาณพลังงานและสารอาหารให้ได้รับน้อยกว่าที่ร่างกายต้องใช้ โดยค่าเฉลี่ยการใช้พลังงานของผู้ชายอยู่ที่ 2000 kcal และ ผู้หญิงอยู่ที่ 1600 kcal ซึ่งหากลดการรับพลังงานลงแค่วันละ 300-400 kcal ก็สามารถลดน้ำหนักได้ 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์อยู่แล้ว

แต่สูตรเร่งรัด 3 วัน 7 กลับลดพลังงานลงมากถึง 1,250 kcal ต่อวันเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียแน่นอน

???? รูปร่างผอมชวนฝันที่ได้มานั้นเป็นเหมือนดาบสองคมที่แฝงผลเสียระยะยาวกับร่างกายอยู่ไม่น้อย

– น้ำหนักลงเพราะอาการขาดน้ำ

อีกสิ่งนึงที่ทำให้ผู้ที่ใช้สูตรลดน้ำหนักแบบเร่งรัด มีน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วคือ ปริมาณน้ำและน้ำหนักอาหารที่ตกค้างในกระเพาะอาหารหายไป เมื่อรับประทานตามสูตร อาหารในแต่ละวันมีปริมาณค่อนข้างน้อย และ อาหารส่วนใหญ่จะเป็นผักและผลไม้ ปริมาณกากใยอาหารที่ตกค้างอยู่ในระบบย่อยอาหารมีน้ำหนักน้อย เบา ประกอบกับการทานโยเกิร์ตและกาแฟดำ ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ที่ทำร่างกายขับถ่ายและขับน้ำมากขึ้น

เมื่อปริมาณน้ำหนักที่หายไปเกิดจากปริมาณอาหารที่อยู่ในระบบย่อยอาหารน้อย และ ปริมาณน้ำในร่างกายที่ถูกขับออกพร้อมการขับถ่าย น้ำหนักที่ลดได้จึงเป็นเพียงตัวเลขบนตาชั่งเท่านั้น ซึ่งตัวเลขของปริมาณน้ำในร่างกาย ความจริงแล้วสามารถเพิ่มขึ้นและลดลงได้แบบวันต่อวันเฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัมต่อวัน เมื่อหยุดทำสูตร น้ำหนักจึงดีดกลับมาอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าขึ้นแบบวันต่อวันเช่นกัน

– ภาวะขาดอาหารทำให้การเผาผลาญพลังงานลดลง

สาเหตุหลักที่ทำให้เหล่านักโภชนาการและ กูรูด้านการลดน้ำหนัก ไม่เห็นด้วยกับการลดน้ำหนัก สูตร 3 วัน 7 วัน เนื่องจากการได้รับพลังงานที่น้อยจนเกินไป เมื่อร่างกายได้รับพลังงาน ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ร่างกายจะเรียนรู้และหาวิธีการเอาชีวิตรอดจากภาวะขาดอาหาร โดยลดการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายที่ใช้พลังงานสูงๆลง และจะค่อยๆสลายโปรตีนในกล้ามเนื้อมาเป็นพลังงานทดแทน ในขณะที่จะกักเก็บไขมันสะสมไว้ให้ได้มากที่สุด

เมื่อกล้ามเนื้อมีปริมาณน้อยลง จึงทำให้ระดับการเผาผลาญพลังงานระหว่างวันน้อยลงตาม และเมื่อทำต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ร่างกายจะปรับกลไกเข้าสู่สภาวะจำศีลโดยสั่งให้ใช้พลังงานให้เท่ากับปริมาณที่ได้รับเท่านั้น

ถ้าหากยังเป็นวัยรุ่นร่างกายอาจหยุดการเจริญเติบโต สมองทำงานช้าลง เคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้ออ่อนเเรง เหนื่อยง่าย กระดูกและฟันเปราะ ด้วยสภาวะดังกล่าว เมื่อทานอาหารในปริมาณมากขึ้นจากเดิมแม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้น้ำหนัก เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะร่างกายเผาผลาญได้น้อยลงนั่นเอง

– จิตตกลดแล้วกลับมาอ้วนใหม่

สูตรลดน้ำหนักแบบนี้ เป็นสูตรที่ไม่สามารถปฏิบัติเป็นกิจวัติประจำวันได้เป็นเวลานาน เนื่องจากมีการจำกัดปริมาณของอาหารอย่างเข้มงวด เป็นสูตรอาหารที่ก่อให้เกิดความเครียดสูง เมื่อทำไปได้ซักระยะ จะทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดความเครียด อารมณ์แปรปราวน สมองเฉี่อยชา ซึมเศร้า จากการโหยหาการทานอาหารที่อยากทาน เมื่อความอยากอาหารมีสูงมาก จึงทำให้ร่างกายมีความต้องการอาหารแบบฉุดไม่อยู่

เมื่อกลับมาทานอาหารตามปรกติ ก็จะทานในปริมาณที่มากขึ้น ทานแบบไม่มีสติ ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักตัวดีดขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือโยโย่เอฟเฟก น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นและกลับมาอ้วนเหมือนเดิม หรือ มากกว่าเดิมในบางราย และเมื่อล้มเหลวหลายครั้งก็จะทำให้เกิดความเครียดสะสม หมดกำลังใจ ท้อแท้ และลดคุณค่าในตัวเองลง

– ผลเสียที่เกิดกับสรีระ

การลดน้ำหนักสูตรเร่งรัดนี้จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว จากการสูญเสียน้ำ กล้ามเนื้อ ปริมาณกากอาหาร และ ไขมันบางส่วนเท่านั้น คนที่ทำตามสูตร จะมีรูปร่างผอมลง แต่มีเนื้อนิ่ม เหี่ยวย้วย และไม่กระชับ มีผิวหนังหย่อนยาน เกิดเซลลูไลท์ เนื่องจากมวลไขมันภายใต้ชั้นผิวหนัง (skinny fat) ยังคงอยู่ในขณะที่ผิวหนังยังหดกลับไม่ทัน

– ผลเสียที่เกิดขึ้นกับสุขภาพ

ผลที่ตามมาจากการขาดโภชนาการและสารอาหารที่จำเป็น จะส่งผลโดยตรงกับความแข็งแรงและสุขภาพของร่างกายโดยรวม และยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลายๆชนิดอีกด้วย

ทุกคนควรให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากกว่าความผอม ที่อาจได้มาแบบฉาบฉวย อย่ามัวแต่สนใจแต่รูปร่างจนหน้ามืดเดินผิดทางนะคะ เพราะบางทีก็อาจจะไม่คุ้มกันถ้าเรามีรูปร่างที่สวยงามแต่กลับต้องมาล้มหมอนนอนเสื่อป่วยด้วยโรคต่างๆ

ทุกท่านทราบกันหรือไม่…ว่า เราสามารถดื่มน้ำอะไรร่วมกับยาได้บ้าง

วันนี้เราขอแนะนำความรู้ดีๆเกี่ยวกับการกินยามาฝากกัน เพื่อที่จะได้ทานยากันให้ถูกต้อง และได้ผล ไม่ไปยับยั้งฤทธิ์ยา หรืออาจเสริมฤทธิ์ให้เกินขนาด มีอะไรบ้าง มาดูกัน!

1. ยาแก้ปวดลดไข้ พาราเซตตามอน และแอสไพริน ไม่ควรกินขณะท้องว่าง โดยเฉพาะแอสไพรินที่อาจกัดกระเพาะ และห้ามทานร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำ ผลไม้รสเปรี้ยว เพราะจะไปเสริมฤทธิ์ให้ผลข้างเคียงของยารุนแรงขึ้น

ประเด็นของน้ำผลไม้ ซึ่งส่วนใหญ่มีค่าเป็นกรด จะทำให้การทำละลายของยาเปลี่ยนไป ซึ่งอาจจะทำให้โปรไฟล์การออกฤทธิ์ของยามีปัญหาได้ ซึ่งนมกับน้ำผลไม้นี้ควรหลีกเลี่ยงในการใช้เป็นน้ำที่กินกับยา โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ต้องได้รับฤทธิ์ของยาอย่างสม่ำเสมอ และเต็มจำนวนโดส เช่น ผู้ป่วยเอดส์ที่ต้องได้รับยากลุ่ม ARV ที่หากฤทธิ์ของยาเปลี่ยนไป การฆ่าเชื้อเอชไอวีก็จะได้ผลไม่ตรงตามที่ตั้งเป้าการรักษา ซึ่งอันตรายและส่งผลเสียโดยตรงต่อคนไข้

2. ยาแอนตี้ฮีสตามิน ประเภทแก้หวัด ลดน้ำมูก นี่ก็เช่นกันทานร่วมกับแอลกอฮอล์ไม่ได้ เพราะจะไปเสริมฤทธิ์ให้ยิ่งง่วงซึมหนักขึ้นไปอีก และอาจมีอาการหัวใจเต้นแรง ปากคอแห้งหนักกว่าเก่า อีกการทานยาร่วมกับน้ำผลไม้ก็จะไปลดประสิทธิภาพของยาลง เพราะฉะนั้น ดื่มกับน้ำเปล่าเถอะค่ะ

3. ยาแอนตี้ไบโอติก หรือยาประเภทรักษา หู คอ จมูก พวกเตตร้าไซคลิน ห้ามทานร่วมกับนมทุกชนิด ทุกรสชาติ ร่วมถึงเนยและเนยแข็งหรือชีสด้วย เพราะตัวยาจะไป จับกับแคลเซียม ทำให้ไม่สามารถดูดซึมเข้าผนังลำไส้ เพื่อเข้าสู่กระแสเลือดได้ และจะถูกขับออกมากับกากอาหารในที่สุด

4. ยารักษาอาการหอบหืด ห้ามทานร่วมกับเครื่องดื่มคาเฟอีนทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ เหล้า เบียร์ ระหว่างทานยา หรือเป็นโรคนี้ควรงดเครื่องดื่มประเภทนี้ไปเลยดี ที่สุด

5. ยาลดการอักเสบ เช่น ไอบรูโพรเฟน(Ibuprofen), ไดโคลฟิแนค(Diclofenac), ไพร็อกซิแคม (Piroxicam), แอสไพริน (Aspirin) จะระคายกระเพาะจึงไม่ควรทานร่วม กับแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะทานพร้อมกันหรือทานในระหว่างที่ยาออกฤทธิ์ เพราะจะทำให้เกิดแผลในกระเพาะได้ง่าย

6. ยาประเภทป้องกันการเกิดลิ่มเลือด หรือยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เช่น Warfarin ห้ามรับประทานคู่กับอาหารที่มีวิตามินเคสูง เช่นพวกตับหมู ตับวัว ผักใบเขียว อย่างบร๊อคโคลี่ ผักขม ชาเขียว กระหล่ำปลี เพราะจะไปต้านฤทธิ์ยา

7. การทานยา ไม่ควรทานกับ น้ำชา หรือกาแฟ เพราะจะทำให้การดูดซึมของยาลดลงด้วย ร่างกายได้รับยาไม่เต็มที่ ใครที่ดื่มชากาแฟตอนเช้า ก็ควรทาน ยาหลังจากนั้นหรือก่อนหน้านั้นประมาณ 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย และแม้ว่าการทานอาหารประเภทที่มีนมเป็นส่วนผสมจะไม่ถูกกับยาประเภทแอนตี้ไบโอติก

ก็ควรระวังสำหรับการทานร่วมกับยาประเภทอื่นด้วยเหมือนกัน เพราะคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ไม่น่าจะรู้จักส่วนประกอบของยาเท่าไหร่ เดี๋ยวการรักษาจะไม่เกิดผล

ยาบางชนิดห้ามผสมกับน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนเพราะจะทำให้ยาเสื่อมสภาพ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะสำหรับเด็ก ควรใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วผสมเท่านั้น

เพราะฉะนั้น การดื่มน้ำเปล่ากับยาจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะไม่มีผลกับยาที่รับประทานแล้ว
หากดื่มในปริมาณที่เพียงพอยังช่วยละลายยา เพิ่มการดูดซึมและลดผลข้างเคียงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับยา โดยเฉพาะยาที่ทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร

ที่สำคัญ ทุกครั้งที่ต้องรับประทานยา อย่าลืมอ่านข้อมูลยาบนฉลาก หรือสอบถามเพิ่มเติมกับเภสัชกรของท่าน

 

ผู้หญิงหลายๆคนต้องการอยากมีหุ่นดีๆ แต่กลับใช้แบบวิธีรวบรัดตัดตอน ไดเอทแบบผิดๆ แต่พยายามฟิตหุ่นเท่าไรก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จสักที ลองถามตัวเองดูรึยังคะว่าพลาดอะไรไปตรงไหน หรือกำลังมีความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับการไดเอต แล้วอะไรคือไดเอทถูกวิธีล่ะ ?

1. คนที่อยู่ในช่วงไดเอตส่วนใหญ่ มักจะคำนึงถึงแต่เรื่องแคลอรี่จนลืมคิดถึงเรื่องสุขภาพไป อย่างถ้าวันไหนที่อดใจไม่ไหว จัดอาหารชุดใหญ่เข้าไป เราก็จะรู้สึกผิดที่กินอาหารขยะที่มีแคลอรี่สูงเข้าไป แต่ไม่ได้นึกถึงว่าอาหารขยะเป็นอันตรายต่อสุขภาพแค่ไหน ถ้าอยากลดน้ำหนักอย่างได้ผลในระยะยาว แนะนำให้เปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ ว่ากันว่าการคิดถึงผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับ

2. ลองเปลี่ยนจากคำว่า “อด” เป็นคำว่า “เลือก” จากปกติแล้วเรามักจะเลือกการไดเอทเป็นการอดอาหาร แต่นั่นคือวิธีที่ผิดมหันต์ ยิ่งอดยิ่งเครียด ยิ่งกินหนัก การอดอาหาร หรืออกินอาหารในปริมาณแคลอรี่ที่ต่ำว่า 1,000 ต่อวันนั้นทำให้น้ำหนักลงก็จริงอยู่ แต่มันทำให้ระบบการเผาผลาญของเราแปรปรวนค่ะ
ทีนี้พอเราเลิกอด ร่างกายเราก็สูญเสียการเผาผลาญไปแล้ว และสิ่งที่ตามมาคือน้ำหนักเพิ่ม เพราะฉะนั้นลองเปลี่ยนเป็นการเลือกกิน กินให้ครบ 3 มื้อ

ตัวอย่างเช่น

มื้อแรก กินแบบจัดหนัก แต่เลือกทานเฉพาะของที่ไม่มีการผัด ทอด อาจจะเป็นน้ำเต้าหู้ 1 ถุง ไม่ใส่น้ำตาล, โจ้กใส่ไข่, ต้มเลือดหมูไม่เครื่องใน หรือข้าวราดแกง ที่เน้นๆเนื้อสัตว์ไม่ติดมันและผัก

มื้อที่สอง ทานบะหมี่ หรือก๋วยเตี๋ยวพิเศษ ไม่ใส่เครื่องใน

มื้อระหว่างเย็น โยเกิร์ตไขมัน 0 % และกล้วย 1 ลูก

มื้อเย็น ปลานึ่ง ปลาย่าง และผักต้ม หรืออาจเป็นอาหารประเภทต้มที่เน้นผัก (สำหรับคนที่ไม่ออกกำลังกายแต่อยากผอม) หรืออาจจะเป็นสูตรอื่นๆแต่ต้องอยู่ในสัดส่วนที่พอดีนะคะ

3. เมินหน้าหนีแป้ง แป้งที่ได้จากข้าว ขนมปังขัดสี พิซซ่า เป็นศัตรูตัวเป้งของการมีหุ่นเพรียวสวยก็จริง แต่ก็ไม่ใช่แป้งทุกชนิดที่จะไม่ดีต่อร่างกาย แป้งที่ดีอย่างแป้งจากโฮลวีท ถั่ว ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโอ๊ต ก็เป็นแป้งที่ให้ไฟเบอร์ที่ร่างกายต้องการ

4. ออกกำลังกายเบาๆให้เป็นนิสัย ก่อนออกกำลังกายแนะนำให้ทานน้ำเต้าหู้ใส่เครื่องไม่ใส่น้ำตาล 1 ถุงและขนมปังโฮลวีท 1 แผ่น จากนั้นเริ่มด้วยการออกกำลังกายเบาๆวันละ 30 นาที เช่น ยกเวท, ซิทอัพ หรือง่ายๆโหลดแอพพลิเคชั่น Workout มันจะทำให้เรารู้จังหวะรู้วิธีและรู้เวลา

5.ออกกำลังกายเสร็จต้อง “ทาน” ทำไมต้องทาน? ก็เพราะว่าเราใช้พลังงานไปกับการออกกำลังกายต้องมีการซ่อมแซม ส่วนที่ใช้ไป ให้ทานแตงโม 1 ชิ้น และไข่ต้ม 2 ใบ(เฉพาะไข่ขาว) เท่านี้คุณก็จะนอนหลับฝันดีตืนมาหน้าตาสดใสเปล่งปลั่ง

“เมื่อหุ่นสวยๆยืนกวักมือเรียกคุณอยู่ป้ายหน้า แล้วคุณล่ะพร้อมหรือยัง?”

วิธีกำจัดสิวเสี้ยนที่จมูกแบบง่ายๆ สิวหลุด

สิวเสี้ยน อีกปัญหาหนึ่งของสิวที่น่ากวนใจเลยไม่น้อย เพราะเจ้าสิวชนิดนี้จะมาทีเป็นกองทัพ มีสาเหตุการเกิดสิวคล้าย ๆ กับสิวอุดตัน แต่มีความแตกต่างตรงที่สิวเสี้ยนจะมีขนเข้ามารวมตัวอยู่กับไขมันด้วย ซึ่งขนเหล่านั้นจะมีจำนวนมากกว่าเส้นเดียว บางคนแค่สิวหัวเดียวยังมีขนขดอยู่ถึง 50 เส้น แล้วขนที่รวมตัวขดกันอยู่ก็ไม่หลุดร่วงอย่างที่ควรจะเป็น จึงทำให้มันสะสมสิ่งสกปรกแล้วอุดตันจนกลายเป็นสิว

สิวเสี้ยนตามหลักแล้วจะเป็นสิวที่เกิดจากความผิดปกติของต่อมรูขน โดยมีลักษณะคล้ายกับสิวอุดตันหัวดำและมีกระจุกขนเล็ก ๆ หลายเส้นแทรกอยู่ในหัวสิวอุดตันด้วย มีลักษณะเป็นจุดดำเล็ก ๆ ตามใบหน้า หรือมีหนามแหลม ๆ ยื่นออกมาทางรูขุมขน โดยมักพบขึ้นบริเวณปลายจมูก หน้าผาด ข้างแก้ม บริเวณคาง คอด้านหลัง ซึ่งสิวเสี้ยนในความหมายก็คือกระจุกของเส้นขนอ่อน ๆ หลายสิบเส้นและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วอุดตันอยู่ในรูขุมขน

เชื่อแน่ว่าทุกคนน่าจะมีปัญหาสิวเสี้ยนตามจุดต่างๆ บนใบหน้า โดยเฉพาะที่จมูกก็เลยมีวิธีกำจัดสิวเสี้ยนที่จมูกแบบง่ายที่สุดมาบอกกันจ้า!

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นบิดหมาด
2. เกลือเม็ดละเอียด อย่างของเกลือปรุงทิพย์ก็ได้
3. น้ำมะนาว 1 ซีก
4. น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา

วิธีทำ

1. เริ่มจากเอาผ้าขนหนูอุ่นโปะที่จมูกซัก 10 นาที เพื่อให้สิวเสี้ยนที่เป็นไขมันที่อยู่ ในรูขุมขนโผล่ออกมาเจออากาศ มันจะเป็นก้อนแข็งๆ เพราะงั้นเราเลยต้องมา ละลายไขมันอุดตันด้วยความร้อนจากผ้า
2. พอไขมันเริ่มเหลวๆ ไหลออกมาเล็กน้อย เพื่อให้รูขุมขนเปิดซะก่อน
3. แล้วเอาเกลือ น้ำมะนาว น้ำผึ้ง ที่ผสมกันแล้ว มาโปะแล้วนวด แบบเบามือ คลึงเบาๆ ซัก 10 นาที
4. หลังจากนั้นใช้ผ้าขนหนูอุ่นอันเดิมเช็ดออกเบาๆ
5. แล้วล้างหน้าด้วยน้ำปกติเพื่อให้รูขุมขนหดตัวลง

เมนูที่ 1 Chia Seed Banana Chocolate Milk   :  บำรุงสมอง เสริมสร้างโปรตีน บำรุงกระดูก

วิธีทำ

– เทนม Chocolate ลงไปผสมกับเมล็ดเชีย 2 ช้อนโต๊ะ
– รอจนเมล็ดเชียพองตัว หั่นกล้วยใส่ทันที
– โรยด้วยเมล็ดเชีย และผงโกโก้
– แช่ตู้เย็น พร้อมทานคะ

เมนูนี้จะทำให้คุณได้รับคุณประโยชน์มากมายจากเมล็ดเชีย ทั้งบำรุงสมองโอเมก้าสาม เสริมสร้างโปรตีน บำรุงกระดูกด้วยแคลเซียมและโบรอน พร้อมทั้งในเมล็ดเชียยังมีไฟเบอร์สูงช่วยเรื่องระบบขับถ่ายไปเต็มๆ อีกทั้งยังมีกากใยอาหารจากกล้วย เรียกได้ว่าเมนูนี้ถือเป็นของหวานที่ส่งเสริมสุขภาพได้เป็นอย่างดี


เมนูที่ 2 Chia Seed Corn Milk   :  เมนูง่ายๆที่ได้ทั้งสุขภาพ…และหุ่นดี

ส่วนผสม

– กล้วย
– ผลไม้อบแห้ง
– เมล็ดเชียตราเนธารี่
– เกร็ดขนมปัง
– ข้าวโอ๊ตทุบอบ
– นมข้าวโพด สูตรน้ำตาลน้อย

ตักทุกอย่างใส่ตามชอบ เติมนมข้าวโพดพอท่วม
ทิ้งไว้ 5 – 10 นาที พร้อมทาน…เมนูง่ายๆได้สุขภาพและหุ่นดี


เมนูที่ 3 Chia Seed Pudding   :  เมนูการทานเมล็ดเชียที่แสนจะง่าย

เพียงแค่ผสมเมล็ดเชียกับเครื่องดื่มต่างๆ ทั้งนม น้ำผลไม้ น้ำเต้าหู้ รอพองตัวเต็มที่ เคล็ดลับให้กลายเป็นพุดดิ้ง เพียงแค่ค่อยๆเติมเครื่องดื่ม ไม่ต้องใส่เยอะภายในครั้งเดียว รอให้พองตัวเต็มที่ พร้อมทาน

เมนูนี้นอกจากบำรุงสมอง เสริมสร้างกระดูกแล้ว ยังช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายดีมากๆ เพราะเมล็ดเชียมีไฟเบอร์ที่สูง แถมยังได้พลังงาน ไม่ทำให้อ้วน แถมด้วยสุขภาพดีด้วยคะ


เมนูที่ 4 Chia Seed ลูกเดือยเปียกเผือก   :  บำรุงสมอง ลดเบาหวาน เสริมสร้างกระดูก

เมนูนี้นอกจากจะได้ประโยชน์จากเมล็ดเชียทั้งบำรุงสมอง ลดเบาหวาน เสริมสร้างกระดูกแล้ว ยังมีประโยชน์จากลูกเดือยอีกด้วย ช่วยลดการเกิดมะเร็ง เพราะมีสารคอกซีโนไลด์ (coxenolide)ที่มีสรรพคุณในการยับยั้งการเกิดเนื้องอก

วิธีทำ

1. นำลูกเดือยล้างน้ำให้สะอาด และนำไปต้มจนสุก พักไว้ จากนั้นนำเผือกทีนึ่งไว้จนสุกแล้ว หั่นเป็นลูกเต๋าเตรียมไว้

2. เตรียมทำกะทิหยอดหน้า โดยนำหัวกะทิและหางกะทิใส่หม้อและตั้ง บนไฟร้อนปานกลาง คนให้กะทิเดือด ผสมแป้งมัน (ส่วนทำกะทิหยอดหน้า) คนให้พอข้น จึงปิดไฟ เติมเกลือให้กะทิมีรสเค็มนิดหน่อย (เพราะตัวขนมหวาน)

3. ละลายแป้งมันในน้ำให้ละลายดี จึงนำไปใส่กระทะทองเหลืองตั้งบนไฟร้อนปานกลาง กวนต่อเนื่อง จนแป้งใส

4. เติมน้ำตาลและกวนต่อจนละลายหมด จากนั้นจึงนำลูกเดือยที่ต้มจนสุกและเผือกนึ่งมาใส่ ใส่พร้อมกับเมล็ดเชียที่แช่น้ำทิ้งไว้ 20 นาทีและคนให้เข้ากัน จึงปิดไฟ

5. ตักขนมใส่ถ้วยและหยอดหน้าด้วยกะทิ ตามแต่ชอบ เสริฟเป็นของหวานหลังมื้ออาหาร หรือเป็นของว่างในวันสบายๆ

เมนูนี้ทานสบายท้อง ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน หากใครดูแลรูปร่างแนะนำให้ใช้น้ำตาลน้อยๆ ทานเมนูนี้แทนข้าวเย็นเพื่อลดน้ำหนัก เป็นอะไรที่ได้สุขภาพ และหุ่นดีสุดๆคะ


เมนูที่ 5 Chia Seed Infused Water   : รับความสดชื่น และวิตามินจากผลไม้ไปเต็มๆ

Infused Water ( น้ําหมักผลไม้ ) เป็นที่นิยมกันมากในกลุ่มคนรักสุขภาพ นอกจากได้รับความสดชื่นแล้ว ยังได้รับวิตามินจากผลไม้อีกด้วย วิธีทำนั้นแสนจะง่าย เพียงแค่หั่นผลไม้ลงในขวดน้ำ เติมน้ำเปล่าจนเต็ม แช่ตู้เย็นพร้อมทาน และคุณยังสามารถเติมเมล็ดเชียลงไปได้อีกด้วย

Chia Seed(เมล็ดเชีย/เมล็ดเจีย) นั้นอุ้มน้ำได้เป็นอย่างดีด้วยกากใยมูสิเลจ ที่ทำให้น้ำนั้นเดินทางผ่านทางเดินอาหารอย่างช้าๆ ร่างกายค่อยๆดูดซึมไปใช้งานได้เต็มที่ พร้อมทั้งยังได้รับโอเมก้าสาม โปรตีน แคลเซียม และไฟเบอร์จากเมล็ดเชียอีกด้วย


เมนูที่ 6 “วุ้นเมล็ดเชียกะทิมะพร้าวอ่อน”   : อร่อยแถมได้ประโยชน์

วัสดุและอุปกรณ์

1. ผงวุ้น 2 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำตาลทรายไม่ขัดสี
3. เกลือป่น
4. น้ำมะพร้าว 400 มิลลิลิตร
5. เนื้อมะพร้าวอ่อน 2 ลูก
6. เมล็ดเชีย ตราเนธารี่
7. กะทิ

วิธีทำ
1. แช่ผงวุ้น และเมล็ดเชียในน้ำมะพร้าว คนผสมให้เข้ากัน พักไว้ประมาณ 10-15 นาที รอเมล็ดเชียพองตัว
2. นำขึ้นตั้งไฟกลางค่อนข้างอ่อน คนให้ผงวุ้นละลายแล้วจึงใส่กะทิคนผสมให้เข้ากัน
3. ใส่น้ำตาลทรายนิดหน่อยและเกลือป่นหยิบมือ คนให้น้ำตาลละลาย ใส่เนื้อมะพร้าวอ่อน เคี่ยวต่อประมาณ 10 นาที ด้วยไฟอ่อน
4. พักไว้ให้เย็น และวุ้นเซ็ตตัว แช่ตู้เย็น พร้อมทาน


เมนูที่ 7 เต้าฮวยนมสด Chia Seed fruit salad   : ได้ทั้งวิตามิน โปรตีน โอเมก้าสาม และแคลเซียม

ส่วนผสมเต้าฮวยนมสด :
– น้ำสะอาด 240 ml.
– นมสด (จืด) 240 ml.
– นมข้นจืด 240 ml.
– ผงวุ้น 1 ช้อนชา
– เจลลาตินผง 1 ช้อนชา
– กลิ่นวนิลา 2 ช้อนชา

ส่วนผสมน้ำราด
ผลไม้ต่างๆ
เมล็ดเชีย
น้ำตาล Lite Sugar 1 ซอง (เพิ่มความหวานตามชอบค่ะ)

วิธีทำ

1.ขั้นแรกนำน้ำใส่หม้อ ตามด้วยผงวุ้น คนให้เข้ากันนำไปตั้งไฟกลางให้เดือดเพื่อให้ผงวุ้นละลาย หากจะแต่งกลิ่น เติมในขั้นตอนนี้คะ
2.ยกหม้อลงจากเตาเติมนมสด และนมข้นจืด คนให้เข้ากัน ลองใช้นิ้วแตะดูถ้าอุ่น ๆ ไม่ร้อนมากก็โปรยผงเจลาตินลงไปได้เลย
3.พักไว้ประมาณ 10 นาทีให้เจลาตินอิ่มน้ำ ครบเวลานำหม้อขึ้นตั้งไฟอีกครั้ง คนให้เจลาตินละลาย พอส่วนผสมเดือดเบาๆปิดเตา
4.เทส่วนผสมใส่พิมพ์แล้วพักไว้ให้อุ่นค่อยนำเข้าตู้เย็
5. นำผลไม้มาหั่นชิ้นเล็กๆผสมกัน แล้วโรยด้วยน้ำตาล แช่ตู้เย็น
6. นำเมล็ดเชียมาผสมกับน้ำเปล่าพอท่วม รอให้พองตัวเต็มที่

เมื่อจะทานนำเต้าฮวยมาราดด้วยผลไม้ และเมล็ดเชียตามใจชอบ บางคนจะผสมเมล็ดเชียกับนมสดตอนทำตัวเต้าฮวยเลยก็ได้


เมนูที่ 8 Overnight Oatmeal   :

Overnight Oatmeal เมนูนี้แสนจะง่าย เพียงแค่ก่อนนอนให้คุณนำข้าวโอ๊ตและเมล็ดเชียตราเนธารี่ แช่นมถั่วเหลือง ปิดฝาแช่ตู้เย็นไว้ ตื่นมาตอนเช้านำผลไม้ที่ชอบใส่ ตามด้วยโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ก็เป็นอันเสร็จพิธีการ

 

ไม่น่าเชื่อ ไลโคปีน ใน “มะเขือเทศ” สามารถเพิ่มจำนวนอสุจิได้ถึง 70% !!

สารอาหารสำคัญในมะเขือเทศสีแดง ที่โดดเด่น คงหนีไม่พ้น ไลโคปีน

ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของอสุจิในผู้ชาย


ผลการวิจัย จากคลีนิกแสดงให้เห็นว่า ไลโคปีนที่พบในมะเขือเทศ

สามารถเพิ่มจำนวนสเปิร์มได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว

มีสมมติฐานว่าภาวะการมีบุตรยาก เป็นปัญหาของผู้หญิง เพราะผู้หญิงเป็นผู้ให้กำเนิดเด็กทารก แต่หลายต่อหลายครั้งปัญหาดังกล่าวอาจเกิดจากจำนวนและคุณภาพของสเปิร์มจากผู้ชาย

รายงานซึ่งได้รับการตีพิมพ์ โดย คลีฟแลนด์คลินิกในรัฐโอไฮโอ จาก 12 กลุ่มการศึกษาจากทั่วโลก แสดงให้เห็นว่า ไลโคปีนส่งผลดีต่อคุณภาพสเปิร์ม ช่วยลดจำนวนของสเปิร์มที่ผิดปกติ และสารแอนติออกซิแดนท์ในมะเขือเทศ และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย

ซึ่งมีกลุ่มผู้สนับสนุน สำหรับผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก เริ่มทำการค้นคว้า เพื่อดูว่าการให้อาหารเสริมที่มีสารไลโคปีนสูง ในชีวิตประจำวัน จะนำไปสู่การตั้งครรภ์มากขึ้นหรือไม่

เมื่อคุณผู้ชายทั้งหลายรู้เช่นนี้แล้ว เชื่อว่าหลายๆ ท่านกำลังคิดมองหามะเขือเทศมารับประทานเป็นแน่ แต่ไลโคปีนไม่ได้มีแค่ในมะเขือเทศเท่านั้นนะคะ  ไลโคปีนพบมากในพืชที่มีสีแดง เช่น มะเขือเทศ นอกจากนี้ยังพบในแตงโม มะละกอ แครอท ฟักข้าว ส้มโอสีชมพู อีกด้วย

ส่วนของปริมาณการรับประทานนั้น ร่างกายเราต้องการไลโคปีนประมาณ 6.5 มิลลิกรัมต่อวัน หรือต้องทานมะเขือเทศประมาณ 10 ลูกนั่นเอง แต่ทั้งนี้ ถ้าเรารับประทานแบบสดๆ เราจะได้รับปริมาณไลโคปีนน้อยกว่าการนำไปผ่านความร้อน เพราะสารไลโคปีนจะสะสมอยู่บริเวณผนังเซลล์ของพืชผักต่างๆ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้ความร้อนเพื่อให้สารละลายออกมา  ร่างกายจะได้ดูดซึมได้มากขึ้น

ท่านชายที่นิยมรับประทานพิซซ่าเป็นประจำ จะเกิดภาวะการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าคนทั่วไป เนื่องจากพิซซ่าประกอบไปด้วยซอสมะเขือเทศและใช้ความร้อนเยอะนั่นเอง

และหากท่านใดที่ต้องการเสริมในรูปแบบวิตามินชนิดเม็ด ก็สามารถทำได้ เช่นกัน และยังไม่มีรายงานว่าการได้รับไลโคปีนมากเกินไปจะมีผลเสียต่อร่างกายแต่อย่างใด

เราคงปฏิเสธกันไม่ได้เลยว่า เรื่องอาหารการกินนั้นมันเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของเราทุกคน

ซึ่งแต่ละคนก็ต้องทานอาหารวันละ 3 มื้อ และก็คงเคยได้ยินสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า ” You Are What You Eat ” ที่ถอดออกมาเป็นซับไทยได้ว่า “คุณทานอะไรไปก็ได้อย่างนั้น” โดยการทานอาหารในแต่ละมื้อนั้นเราก็ควรทานให้พอดี ไม่ใช่ตะบี้ตะบันทาน มันเข้าไปเกินกว่าความจำเป็นที่ร่างกายสมควรได้รับ และกลายเป็นปัญหาทางด้านสุขภาพตามมาทำให้ท่านได้ไขมันส่วนเกิน พร้อมกับรูปร่างที่ไม่พึงประสงค์

สำหรับลำดับแรกเลยในการ ทานให้ถูก สุขภาพดี มีหุ่นเฟิร์ม นั่นก็คือ อย่าทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ให้มากจนเกินไป เช่นเดียวกับอาหารประเภททอดๆ ปิ้งๆ ย่างๆ ที่มีไขมันอิ่มตัวสูงมาก แต่ให้หันมาทานอาหารโปรตีนจากพืชอย่างจำพวกถั่ว ที่ให้โปรตีนได้เทียบเท่ากับ เนื้อสัตว์ รวมทั้งยังควรหลีกเลี่ยงพวกขนมนมเนยที่มีแป้งและน้ำตาลเป็นส่วนผสมหลัก

ขณะเดียวกันนั้นก็ควรทานผลไม้ให้เป็นประจำเพื่อให้ร่างกายมีระบบขับถ่ายที่ดี พร้อมกับได้รับวิตามินและสารอาหารต่างๆ เข้าไปบำรุงร่างกาย

การดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้วก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งน้ำที่ว่านี้ไม่ใช่น้ำหวานหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่เป็นน้ำเปล่านี่แหละ ดีที่สุด การดื่มน้ำมากๆ นั้นจะช่วยชำระล้างสารพิษที่ตกค้างตามร่างกายได้เป็นอย่างดี ขณะที่เวลาหิวขึ้นมาก็อย่าปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลานานจนเกินไป ลองหาของว่างเพื่อสุขภาพอย่างผลไม้ติดไว้ทานแก้ขัดไปก่อน เนื่องจากหากเราปล่อยให้หิวเอามากๆ ก็จะทำให้มีแนวโน้มที่จะจัดหนักจัดเต็มไม่ว่าจะเป็นมื้อใดก็ตาม

การใช้จานอาหารใบเล็กๆ นั้นก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้เราทานได้น้อยลงไปในตัว โดยการทานอาหารในจานเล็กๆ จะทำให้เราเห็นว่าตัวเองทานไปมากน้อยเพียงใดแล้ว แต่ถ้าหากเราใช้จานใบใหญ่มันก็ยิ่งจะทำให้เราทานมากขึ้นไปอย่างไม่รู้ตัว  และการเคี้ยวอาหารอย่างช้าๆ ก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะเปิดโอกาสให้สมองของเราได้มีเวลาคิดสักหน่อยว่า ควรที่จะอิ่มได้แล้ว ซึ่งหากสังเกตดีๆ เวลาที่เราเคี้ยวยิ่งเร็วเรายิ่งจะทานเยอะขึ้นมากกว่าเดิม

การทำอาหารทานเองที่บ้านก็เป็นไอเดียที่ดีเช่นกัน โดยมีผลงานการวิจัยชี้ชัดออกมาแล้วว่า การทานอาหารนอกบ้านจะทำให้เราได้รับแคลอรี่มากกว่าการทานอาหารที่บ้านถึง 2,000 แคลอรี่เลยทีเดียว ตกใจใช่ไม๊คะ ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากการที่เราไปทานอาหารนอกบ้านมักจะฟาดเรียบหมดโต๊ะ ด้วยความเสียดายนั่นเอง นอกจากนี้หากอยากมีสุขภาพดีพร้อมหุ่นเฟิร์มแล้วละก็ อย่าเอาแต่นั่งๆ นอนๆ เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วปล่อยให้ย่อยจนได้ที่ซักพัก ก็ควรที่จะขยับแข้งขยับขาหรือหาเวลาออกไปออกกำลังกายเสียบ้าง แค่นี้หุ่นเฟิร์มๆก็จะอยู่ใกล้เราแค่เอื้อมแล้วล่ะค่ะ

หนึ่งในความใฝ่ฝันของทั้งสาวน้อยสาวใหญ่คงไม่พ้นความต้องการจะมีเอวคอด สวยเข้ารูปดูดีราวกับซุปตาร์, ดารา และนางแบบ รวมทั้งยังเป็นการเสริมสร้างบุคลิกภาพและความมั่นใจ ในการสวมใส่เสื้อผ้าสวยๆ ได้ตามใจปรารถนาอีกด้วย  ดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาแนะนำท่าออกกำลังกายที่ช่วยให้เอวคอดกัน

ท่าแรกนั้นเป็นท่า V-Hold   โดยเริ่มจากท่านั่งที่ให้ก้นของเราชิดไปกับขาพร้อมวางราบไปกับพื้น  หลังจากนั้นให้ใช้มือทั้งสองข้างช้อนเข้าไปที่ใต้ข้อพับแล้วเอนหลัง  พร้อมทั้งยกขาขึ้นไปจนส่วนเข่ารวมไปถึงปลายเท้าขนานไปกับพื้น เมื่อเราทำการทรงตัวได้แล้วจึงค่อยปล่อยมือออกแล้วเหยียดขาตรง ก่อนที่จะค้างอยู่ในท่านี้เอาไว้ที่ 8 ลมหายใจ ก่อนที่จะกลับคืนสู่ท่าเดิมและทำติดต่อกันอีก 3 ครั้ง ซึ่งท่านี้จะสามารถช่วยให้กระชับกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี

ท่า Plank (Pelvis Tuck)   ให้นอนคว่ำหน้าลงไปกับพื้นพร้อมกับตั้งข้อศอกให้อยู่ในระดับเดียวกับหัวไหล่ โดยที่มือทำมุมแหลมพร้อมแยกขาออกให้พอดิบพอดีกับไหล่ แล้วจึงค่อยตั้งปลายเท้าและยกสะโพกขึ้นให้เท้าตั้งฉากไปกับพื้น หลังจากนั้นให้เราเกร็งหน้าท้องค้างเอาไว้ 4 ลมหายใจ ก่อนที่จะผ่อนขาลง ซึ่งไม่ให้แตะกับพื้น พร้อมยกสะโพกขึ้นเล็กน้อยค้างเอาไว้อีก 4 ลมหายใจ โดยให้ทำทั้งสองท่านี้สลับกันไป 3 รอบ ซึ่งท่านี้จะเป็นการช่วยกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องแนวขวางพร้อมเสริมสร้างซิก แพ็คได้ดีอีกด้วย

ท่า Side Crunch & Pulse  เริ่มต้นด้วยการนอนหงายพร้อมยกศีรษะขึ้น โดยใช้มือประสานเอาไว้ใต้ศีรษะพร้อมกับชันขาขึ้นให้เป็นมุมฉาก  หลังจากนั้นจึงค่อยเอนตัวไปทางด้านซ้ายพร้อมกับเกร็งหน้าท้องและยกลำตัวขึ้น เหมือนท่าซิทอัพแต่ไม่ต้องแตะเข่าแล้วให้ทำไป 15-25 ครั้ง ก่อนที่จะคลายกลับคืนสู่ท่าเตรียมให้เท้าวางกับพื้น ส่วนเข่างอให้เป็นฉากพร้อมเหยียดมือซ้ายตึงไปหาทางปลายเท้าและหย่อนลงด้วย การทำไป 15-25 ครั้ง แล้วจึงค่อยกลับคืนสู่ท่าผ่อนคลาย หลังจากนั้นก็ให้เปลี่ยนไปทำเช่นเดียวกันนี้กับทางข้างขวา และเมื่อครบทั้งสองข้างแล้วจึงนับเป็น 1 เซต โดยให้ทำแบบนี้ให้ได้ 2 เซต ซึ่งท่านี้เป็นการบริหารกล้ามเนื้อด้านข้างของหน้าท้อง และกล้ามเนื้ออกช่วงล่าง รวมไปถึงเป็นการสร้างซิกแพ็คไปในตัว

ท่า Leg Reach  ให้นอนราบพร้อมยกไหล่ขึ้นจากพื้นและมือประสานกันไว้ที่ใต้ศีรษะหรือวางราบ ขนานไปกับลำตัว  แล้วจึงค่อยยกขาทั้งสองข้างชันขึ้นให้เข่าอยู่ตรงกับบริเวณสะโพกโดยที่ขาชี้ ออกไปเป็นมุมฉาก หลังจากนั้นก็ให้เกร็งหน้าท้องพร้อมยกตัวขึ้นคล้ายกับท่าซิทอัพ แล้วหายใจเข้าค้างเอาไว้เป็นเวลา 3-5 วินาที    ก่อนที่จะหายใจออกแล้วจึงเปลี่ยนเป็นเหยียดขา 45 องศา ทำแบบนี้ไป 2 เซตให้ได้จำนวนเซตละ 10-15 ครั้ง ซึ่งท่านี้จะช่วยเสริมสร้างซิกแพ็ค เช่นเดียวกับการสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง