Archives

เรื่องน้ำหนักตัวนั้นมันเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บรรดาสาวๆ ทั้งหลายต่างให้ความสำคัญและอยากให้มันอยู่ในตัวเลขที่น้อยๆ หรือไม่ก็ให้สมส่วน โดยต่างก็มีหลากหลายวิธีในการลดน้ำหนักไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอาหารหรือใช้ ทางลัดด้วยการซื้อหาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดน้ำหนักมาช่วยอีกทางก็ตามที แต่วันนี้เรามีเคล็ดไม่ลับกับการลดน้ำหนักอย่างง่ายดายด้วยการนั่งที่ฟังดู แล้วอาจไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อกันละว่าการนั่งหัวเราะก็ถือเป็นการลดน้ำหนักอย่างหนึ่ง ซึ่งทุกคนต่างคาดไม่ถึงกันอย่างแน่นอน แต่มีผลวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแวนเดอบิลท์ออกมาว่าถ้าเราหัวเราะ ให้ได้วันละ 10 – 15 นาทีเพียงเท่านี้ก็จะทำให้ร่างกายของเราได้เผาผลาญแคลอรี่ไปได้อย่างมากมาย ถึง 40 กิโลแคลอรี่เลยทีเดียว นอกจากนี้การที่เราได้หัวเราะนั้นมันยังเป็นการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ได้อีก 10 – 20% ซึ่งจะช่วยในการกระตุ้นระบบเมตาบอริซึ่มให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันนั้นการนั่งในบริเวณที่มีอากาศเย็นก็เป็นการช่วยลดน้ำหนักได้อีก ทางหนึ่ง ซึ่งอุณหภูมิแวดล้อมร่างกายที่ต่ำจะทำให้ร่างกายของเรานำเอาพลังงานจากการ ทานอาหารมาปรับเปลี่ยนเป็นความร้อนเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายของเรา

การ นั่งทานอาหารไปพร้อมกับเปิดเพลงคลอตามไปด้วยเบาๆ ก็เป็นการช่วยลดน้ำหนักได้ดีไม่น้อยเช่นเดียวกัน โดยเสียงเพลงนั้นมันจะทำให้เราผ่อนคลายและเคี้ยวอาหารได้ช้าลง รวมทั้งยังเป็นการช่วยให้ร่างกายของเราได้ดูดซึมอาหารดียิ่งขึ้นอีกด้วย ตลอดจนเสียงดนตรียังทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่าจนอยากขยับแข้งขยับขาไปมา ในท่านู้นท่านี้อีกด้วย และหากเรายับยั้งชั่งใจไว้ไม่อยู่เผลอออกสเต็ปไปก็จะช่วยให้ลดพลังงานภายใน ร่างกายไปได้ถึง 132 กิโลแคลอรี่เชียวแหละ

แม้ว่าการนั่งทานอาหาร บ่อยๆ อยู่กับที่นั้นทุกคนต่างฟันธงลงความเห็นกันว่ามันเป็นตัวการอันร้ายกาจในการ เพิ่มน้ำหนัก แต่แท้ที่จริงแล้วนั้นการทานอาหารบ่อยๆ เป็นผลดีต่อร่างกายอย่างมากเนื่องจากเมื่อเราไม่ได้ขยับเนื้อขยับตัวไปไหนก็ จำเป็นต้องให้ภายในร่างกายได้ขยับแทน โดยการแบ่งอาหารหลักเป็น 3 มื้อแล้วทานมื้อย่อยๆ ทุกชั่วโมง ซึ่งอาหารที่ทานก็ต้องเลือกให้ดีด้วยไม่ใช่ว่าซัดแต่อาหารที่มีไขมันสูงหรือ เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง โดยให้เราลองทานขนมปังโฮลวีทสักแผ่นสองแผ่นแทนก็ได้ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญให้ทำงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเป็นการลดความหิวไปในตัว

ถ้าพูดกันตามจริงก็คือทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงชราทุกคนควรจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน แม้วัยรุ่น หรือวัยทำงานซึ่งเป็นวัยที่อยู่ในช่วงสุขภาพร่างกายสมบูรณ์ก็ยังต้องการการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่เช่นกัน การกินนั้นมันจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสีที่มีผลต่อการดำรงชีวิตของเราทุกคน ในแต่ละมื้อของวัน

เรามาดูระดับพลังงานที่แต่ละวัยต้องการกันก่อนค่ะ นนี้เราไปดูกันดีกว่าว่าวัยทำงานและวัยรุ่นนั้นควรกินอะไรกันดี

ระดับพลังงาน แตกต่างกันตามเพศ วัย และกิจกรรม

  • พลังงาน 1600 กิโลแคลอรี – สำหรับเด็ก หญิงวัยทำงาน และผู้สูงอายุ
  • พลังงาน 2000 กิโลแคลอรี – สำหรับวัยรุ่น ชายวัยทำงาน
  • พลังงาน 2400 กิโลแคลอรี – สำหรับผู้ที่ใช้พลังงานมาก เช่น นักกีฬา เกษตรกร กรรมกร
  • ต่อจากนั้นก็มาดูว่า จะกินอย่างไรให้สมดุล ปริมาณพอดี ซึ่งต้องดูจากปริมาณอาหารในแต่ละกลุ่ม

คนวัยทำงานมีปัญหาสุขภาพอะไรบ้าง ?

– เหนื่อยง่าย หมดแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ

– อ่อนเพลียง่าย พักผ่อนแล้วก็ไม่ดีขึ้น

– ซึมเศร้าเป็นครั้งคราว

– ปวดศีรษะเป็นครั้งคราว

– กินอาหารต่อวันไม่ครบ 5 หมู่

– ไม่มีเวลากินอาหารเช้า

– ไม่มีโอกาสกินผักหรือผลไม้เป็นประจำทุกวัน

– ต้องทำงานหนัก และนอนดึก

– ไม่มีเวลาออกกำลังกาย

– ไม่มีเวลาไปพบแพทย์ และไม่อยากไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ FYI 1,000 มิลลิกรัม คือจำนวนของวิตามินซีที่วัยทำงานควรได้รับต่อวัน 2,000 Kcal คือจำนวนพลังงานที่วัยทำงานใช้ต่อวันถ้าไม่อยากอ้วนอย่ากินอาหารมากกว่านี้


แน่นอนว่าวัยทำงานเป็นวัยที่ต้องใช้สมองเยอะเป็นพิเศษ ดังนั้นอาหารการกินควรเป็นจำพวกที่บำรุงสมองและระบบประสาท  รวมทั้งเสริมด้วยวิตามินบี 1 ที่หาได้ไม่ยากจากธัญพืชประเภทข้าวกล้อง, ข้าวซ้อมมือ, รำข้าว, งา, ข้าวโพด, ข้าโอ๊ต, แครอท, ผักกาดหอม, กะหล่ำปลี, คะน้า, มะเขือเทศ, ถั่วงอก และถั่วต่างๆ แต่ควรเลือกกินปลาแทนเนื้อสัตว์ใหญ่เพราะว่าในเนื้อปลามีกรดไขมันที่จำเป็น ต่อร่างกายโดยเฉพาะน้ำมันปลา ซึ่งมีสารอาหารที่สำคัญต่อการบำรุงระบบประสาทอย่างโอเมก้า 3 ที่ช่วยให้ระบบการทำงานของสมองดียิ่งขึ้น  รวมไปถึงช่วยลดความเครียดและอารมณ์ซึมเศร้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

แต่ถ้าหากเครียดมากๆ คนวัยทำงานก็ควรที่จะหันมากินผลไม้สดระหว่างวันจะดีกว่าหัดไปซดชากาแฟ เพราะเอนไซม์ในผลไม้สดจะช่วยเรียกความสดชื่นให้เราได้เป็นอย่างดี

ปัญหานอนไม่หลับก็เป็นอีกอย่างที่มักพบในวัยทำงานและวัยรุ่น โดยหากวันไหนข่มตาไม่หลับจริงๆ ขอแนะนำให้กินกล้วยที่เป็นผลไม้อันอุดมไปด้วยแมกนีเซียมและโปแตสเซียมที่ไม่ใช่เพียงแค่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท่านั้น  แต่มันยังมีทริปโตฟาน ซึ่งเป็น 1 ใน 20 กรดอะมิโนจำเป็นสำหรับร่างกายของเรา ที่เปลี่ยนเป็นเซโรโทนินหรือสารสื่อประสาท ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์, ความหิว, ความโกรธ และเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้สมองของเราได้ผ่อนคลายเป็นอย่างดี แต่ก็อย่ากินเยอะไปเพราะจะทำให้จุกจนนอนไม่หลับ

แนวทางการบริโภคเพื่อสุขภาพที่ดีของคนวัยทำงาน

1. รับประทานธัญพืช ซึ่งมี 2 ประเภท คือ ธัญพืชไม่ขัดสี ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามินบี และใยอาหารสูง และธัญพืชขัดสี ที่มีสีขาวน่ารับประทาน และเก็บไว้ได้นาน แต่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ

2. รับประทานอาหารจำพวกไขมันอิ่มตัวแต่น้อย ไขมันอิ่มตัว ได้มาจากไขมันสัตว์ ไข่ ผลิตภัณฑ์นม น้ำสลัด ฯลฯ

3. รับประทานไขมันทรานส์แต่น้อย ไขมันทรานส์ส่วนใหญ่ พบมากในเบเกอรี่ที่มีมาการีน หรือเนยเทียมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้ ผ่านกระบวนการเติมออกซิเจนในน้ำมัน เพื่อเปลี่ยนน้ำมันให้เป็นก้อนไขมัน ทำให้ร่างกายมีระดับโคเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีสูงขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

4. รับประทานไขมันโคเลสเตอรอลแต่น้อย โคเลสเตอรอลที่ว่านี้ คือโคเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) ซึ่งได้มาจากไขมันสัตว์ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง นมไขมันเต็มฯ หากบริโภค-โคเลสเตอรอลมากเกินไป จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดมากขึ้น

5. รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ร่างกายย่อยไม่ได้ จึงช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ดี

6. รับประทานอาหารที่ใส่น้ำตาลให้น้อยที่สุด อาหารที่ให้รสหวาน มาจาก 2 แหล่ง คือ จากผลไม้ หรือน้ำตาลฟรุก-โตส ซึ่งมีแร่ธาตุ และวิตามินที่มีประโยชน์ติดมาด้วย อีกแหล่ง ได้จากน้ำตาลที่ใช้ปรุงอาหาร หรือน้ำตาลกลูโคส ที่ไม่มีแร่ธาตุ หรือวิตามิน ซึ่งน้ำตาลชนิดนี้จะต้องมีการจำกัดปริมาณในการรับประทาน เพราะเป็นน้ำตาลที่ให้พลังงาน

7. รับประทานอาหารเค็มให้น้อยที่สุด อาหารที่มีรสเค็มมาก บ่งบอกถึงปริมาณโซเดียมที่สูง ซึ่งทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น แล้วสามารถต่อยอดไปเป็นโรคหัวใจ อัมพาต และโรคไตได้ในที่สุด

8. บริโภคแอลกอฮอล์ให้น้อยที่สุด ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมีอายุเฉลี่ยสั้นกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม

9. เสริมวิตามิน สำหรับคนวัยทำงานที่เริ่มเข้าสู่วัยทอง ควรรับประทานอาหารที่เสริมวิตามินบี12 และวิตามินดี หรือออกแดดอ่อนๆ ช่วงเช้า เพื่อช่วยในการทำงานของระบบประสาท และกระดูก

แม้ว่าในวัยทำงาน และ วัยรุ่น ส่วนใหญ่ มักจะหลีกเลี่ยงไม่พ้นงานสังสรรค์ปาร์ตี้ที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อร่างกาย คนวัยทำงานอยู่ในช่วงวัยที่รักการสังสรรค์ หากลด ละ เลิก แอลกอฮอล์ได้ชีวิตจะดีขึ้น เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถ้าดื่มจนติดแล้วจะทำให้ร่างกายขาดวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งอาจจะเป็นโรคตับแข็งเป็นของแถม เลิกได้เลิกเถอะ

ดังนั้นถ้าหากเราอยากมีสุขภาพที่ดี การเลือกกินแต่อาหารที่ดีมี ประโยชน์ให้คุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน การออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย นอกเหนือจากสุขภาพที่ดีแล้วนอกเหนือจากสุขภาพที่ดีแล้ว เรายังได้ร่างกายที่มีหุ่นเท่ๆ ไว้อวดเพศตรงข้ามด้วยนะ

แม้ว่าทุกคนต่างพากันเข้าใจว่ากาแฟนั้นมันมีคาเฟอีน ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป แต่สำหรับคอกาแฟแล้วนั้นมันย่อมอดไม่ได้กับกลิ่นที่มันหอมกรุ่นโชยมาเตะจมูกจนบอกลากาแฟไม่ได้เสียที ดังนั้นวันนี้เราจึงขอนำข้อดีของการดื่มกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะพอเจาะมาฝากกัน ซึ่งไม่ควรลืมที่จะจำกัดน้ำตาล, นมและครีมเทียม การดื่มกาแฟในปริมาณที่ไม่มากเกินไปช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วได้ โดยมีผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อปี 2002 ออกมาว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวันจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วในถุงน้ำดีลดลงราว 25% เช่นเดียวกับที่มีผลงานการวิจัยออกมาก่อนหน้านี้ว่าผู้ชายที่ดื่มกาแฟอย่างสม่ำเสมอจำช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วที่ถุงน้ำดีเหมือนกัน ขณะเดียวกันจากผลการวิจัยก็ยังพบว่าการดื่มกาแฟสักวันละ 2-3 แก้วนั้นมันเป็นการลดความเครียดลงไปได้ประมาณ 15% แต่ถ้าหากดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวันจะช่วยลดความเครียดได้มากถึง 20% เลยทีเดียว

ขณะเดียวกันนั้นก็มีผลวิจัยจากทางภาครังสีวิทยาของอเมริกาเหนือระบุว่าการดื่มกาแฟวันละ 2 แก้วจะช่วยพัฒนาความจำและทำให้ปฏิกิริยาตอบโต้ดีขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยจากอีกสถาบันหนึ่งที่ว่าผู้หญิงวัย 65 ปีที่ดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 3 แก้วจะมีความจำที่ดีขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟหรือดื่มน้อยกว่านี้ เช่นเดียวกับทางมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริด้าที่ออกมาเผยว่าผู้ที่มีอายุก้าวเข้าสู่วัยกลางคนควรที่จะดื่มกาแฟให้ได้วันละ 4-5 แก้วเพื่อเป็นการเพิ่มระดับฮอร์โมน GCSF ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดความสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยอีกหลายชิ้นที่ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าการดื่มกาแฟวันละ 2-5 แก้วนั้นมันเป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเซลล์มะเร็งเต้านม, มะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งในตับได้อีกด้วย โดยคาเฟอีนนั้นมันมีสรรพคุณในการเข้าไปช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์ผิดปกติพร้อมกับกำจัดสารพิษที่ร่างกายได้รับได้ในระดับหนึ่งเลยล่ะ เช่นเดียวกับที่ว่าคาเฟอีนมีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเมตาบอริซึ่มและอาจทำให้น้ำหนักตัวของเรานั้นมันลดลงได้ โดยมีผลวิจัยล่าสุดเมื่อปี 2006 สรุปได้ว่าคาเฟอีนในเมล็ดกาแฟสดคั่วบดมีผลกับการลดน้ำหนักในผู้หญิงได้จริง ซึ่งสามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ยที่ 7.7 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 22 สัปดาห์ ขณะที่มีสถาบันการแพทย์อเมริกันได้ทำการวิจัยออกมาว่าคาเฟอีนในกาแฟมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคพาร์กินสัน ซึ่งผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำวันละ 2-3 แก้วจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคพาร์กินสันได้มากถึง 25%

ทุกวันนี้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่คอยซื้อหาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมาเพิ่มเติมบำรุงร่างกายกันจนมันกลายเป็นแฟชั่นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบางทีนั้นมันอาจจะไม่ได้จำเป็นสำหรับใครบางคนเลยก็ว่าได้ แต่ทั้งหมดที่ทำไปนั้นมันอาจจะเป็นเพียงแค่แห่ไปตามกระแสก็เท่านั้นเอง ดังนั้นวันนี้เราจึงมาดูกันดีกว่าว่าแท้จริงแล้วนั้นอาหารเสริมเหมาะสำหรับใครกันแน่ อาหารเสริมนั้นเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่พักผ่อนน้อยรวมทั้งยังมีอาการเครียดจากการตรากตรำทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เช่นเดียวกับผู้ที่สูบบุหรี่และตกอยู่ภายในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษทางอากาศสูงกว่าปกติ ตลอดจนผู้ที่มีสารอนุมูลอิสระภายในร่างกายมากกว่าคนปกติ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการที่ชอบทานอาหารจำพวกปิ้งๆ ทอดๆ ย่างๆ อย่างสม่ำเสมอนั่นเอง นอกจากนี้อาหารเสริมก็ยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีแต่ต้องการบำรุงสุขภาพเน้นเฉพาะบางส่วนให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกันนั้นผู้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการที่ต้องสัมผัสรังสีจากเครื่องใช้ต่างๆ อาทิเช่นคอมพิวเตอร์, เตาไมโครเวฟ, โทรศัพท์มือถือ และเครื่องถ่ายเอกสารก็จำเป็นต้องการทานอาหารเสริมเข้าไปเพิ่มเติมความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย และที่สำคัญนั้นก็คงเป็นในกลุ่มผู้ที่มีอาการบ่งบอกส่งสัญญาณถึงความเสื่อมของร่างกายไม่ว่าจะเป็นอาการอ่อนเพลียง่าย, ขาดความสดชื่น, นอนไม่หลับ, ผิวแห้ง, และขาดสมาธิล้วนแล้วแต่ต้องรีบหาอาหารเสริมมาทานเพื่อทดแทนการขาดสารอาหารของร่างกาย นอกจากนี้ในผู้ที่ลดน้ำหนักแล้วนั้นหากอยากให้มันเห็นผลเร็วชัดเจนมากยิ่งขึ้น การทานอาหารเสริมลดน้ำหนักควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทานอาหารก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้น้ำหนักตัวของเรานั้นมันลดลงไปอย่างที่ปรารถนา โดยในอาหารเสริมนั้นมันส่วนใหญ่จะมีสารสกัดที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและเผาผลาญพลังงานภายในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงสารบางตัวที่ช่วยให้ความอยากอาหารของเราลดน้อยลงไปได้ สำหรับผู้ที่ต้องการจะมีผิวพรรณที่ขาวผ่องเป็นยองใย อาหารเสริมก็มีส่วนช่วยได้ไม่น้อยเช่นกัน โดยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มเติมความสดใสให้กับผิวของเรานั้นมันมักจะมีสารสกัดที่ช่วยทำให้ผิวของเราขาวกระจ่างใสมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังมีสารอาหารบางตัวที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวของเราดูนุ่มน่าสัมผัสมากยิ่งขึ้น ตลอดจนสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยยับยั้งไม่ให้เราเกิดริ้วรอยบนใบหน้าก่อนวัยอันควร จนทำให้เราได้ใบหน้าที่อ่อนเยาว์ดูมีน้ำมีนวลพร้อมทั้งยังขาวอมชมพูดูมีเลือดฝาดตามธรรมชาติอีกด้วย

ก่อนอื่นต้องยอมรับกันเลยว่าในชั่วโมงนี้มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมออกมาให้เราได้เลือกซื้อเลือกหากันมากมายไปหมดจนล้นตลาดก็ว่าได้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ผู้คนสมัยนี้หันมาเอาใจใส่ในสุขภาพของตัวเองกันมากยิ่งขึ้น แม้ว่าอาหารเสริมจะมีประโยชน์หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง, การป้องกันโรคร้ายต่างๆ, อาจมีส่วนช่วยในการรักษาโรคเรื้อรังหรือโรคทั่วไปได้ดีขึ้น รวมไปถึงอาจช่วยยับยั้งหรือช่วยลดระยะเวลาอาการป่วยลงได้ แต่อย่างไรก็ดีทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ควรที่จะเลือกทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการพร้อมกับสุขภาพที่กระฉับกระเฉงดีกว่ามาพึ่งอาหารเสริม ซึ่งชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นอาหารเสริมดังนั้นมันจะไปดีกว่าอาหารหลักได้อย่างไร

แต่เราก็คงปฏิเสธการหาอาหารเสริมมาเพิ่มเติมความแข็งแกร่งให้กับร่างกายบ้างไม่ได้ หลังจากที่ทุกวันนี้เราต่างต้องมีชีวิตที่เร่งด่วน และต้องทำแทบทุกสิ่งทุกอย่างแข่งขันกับเวลาภายใต้ความวุ่นวายเร่งรีบ ทำให้มันส่งผลกระทบไม่น้อยเลยที่จะทำให้ตัวเรายากที่จะทานอาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ ซึ่งบางครั้งเราต้องฝากกระเพาะอาหารเอาไว้กับอาหารสำเร็จรูปอยู่บ่อยๆ ด้วยซ้ำไป ดังนั้นมันจึงจำเป็นที่จะทำให้เราต้องหาอาหารเสริมทานเพิ่มเติมในส่วนที่ร่างกายขาดหายไปนั่นเอง ขณะเดียวกันนั้นการเลือกทานอาหารเสริมก็ควรที่จะเลือกทานเพียงแค่ในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้น เนื่องจากหากทานมากจนเกินไปก็จะถูกขับถ่ายหรือไม่ถูกดูดซึมเข้าไปอย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างเช่นปกติในหนึ่งวันคนเราต้องการวิตามินซีในการต้านอนุมูลอิสระ 1,000 มิลลิกรัม ขณะที่หากเครียดก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 มิลลิกรัม และถ้ากำลังเป็นหวัดจะต้องการมากเป็น 4,000 – 6,000 มิลลิกรัม นอกจากนี้หากเป็นมะเร็งอาจต้องเพิ่มปริมาณเป็น 10,000 – 50,000 มิลลิกรัมเลยทีเดียว แต่ในทางตรงกันข้ามหากร่างกายไม่ได้ต้องการมากมายขนาดนั้น การทานวิตามินซีเกินความต้องการร่างกายก็จะไม่ดูดซึมและถูกถ่ายทิ้งออกไป

ขณะเดียวกันก็อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียเช่นเดียวกับการทานมะขามเข้าไปมากๆ ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับการเลือกทานอาหารเสริมให้เหมาะสมกับตัวเอง โดยหากเราทานในปริมาณที่พอดิบพอดีก็จะช่วยบำรุงสุขภาพร่างกาย และช่วยฟื้นฟูปัญหาทางด้านสุขภาพได้อย่างตรงจุด รวมไปถึงยังอาจเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายของเรานั้นมันแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น แต่ก็อย่าลืมที่จะทานอาหารเสริมควบคู่ไปกับอาหารหลักให้ครบถ้วนอย่างเหมาะสมตามหลักโภชนาการที่ดี เพียงเท่านี้เราก็จะได้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงพร้อมเผชิญหน้ากับทุกสภาวะแวดล้อมแล้วล่ะ

การทานอาหารเสริมนั้นมันก็เปรียบเสมือนกับการทานยา โดยหากเราทานได้อย่างถูกต้องแล้วนั้นอาการป่วยก็จะดีขึ้นตามลำดับจนหายไปได้ในที่สุด เช่นเดียวกับอาหารเสริมหากเราทานได้ถูกวิธีก็จะมีแต่ผลดีต่อร่างกายและทำให้ได้รับประโยชน์สูงสุด ดังนั้นวันนี้เราจึงมีข้อแนะนำในการทานอาหารเสริมมาฝากกัน สำหรับอาหารเสริมจำพวก time-release formulations และวิตามินต่างๆ นั้นมันควรทานตอนอาหารเช้าดีที่สุด แต่ก็มีอาหารเสริมบางชนิดที่จำเป็นต้องทานวันละ 2-3 ครั้ง โดยหากเราทานวิตามินเป็นประจำทุกเช้าก็อย่าลืมที่จะทิ้งช่วงระยะห่างในการดื่มชาหรือกาแฟกับอาหารเสริมให้ห่างกันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ซึ่งที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อไม่ให้คาเฟอีนเข้าไปขัดขวางการดูดซึมสารอาหารบางชนิด ขณะเดียวกันนั้นช่วงเวลาในการทานอาหารเสริมที่ดีที่สุดควรทานไปพร้อมกับอาหารเพื่อจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ขณะที่วิตามินที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้นก็คือวิตามินรวม แต่ก็ควรเลือกทานวิตามินอาหารเสริมเท่าที่จำเป็นต่อร่างกายเท่านั้น ซึ่งให้คำนึงถึงปัญหาสุขภาพและอายุรวมไปถึงกิจกรรมในแต่ละวันเป็นหลัก โดยเฉพาะเมื่อเราอายุย่างก้าวเข้าสู่วัย 30 ปีขึ้นไปแล้วล่ะก็ขอให้ดูแลเอาใจใส่ในเรื่องสุขภาพของตัวเองให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยั้งต้องอ่านคำแนะนำที่ฉลากข้างขวดก่อนทานทุกครั้งด้วย หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ไม่ชอบทานผลิตภัณฑ์นมหรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุนแล้วล่ะก็ขอแนะนำให้ทานอาหารเสริมจำพวกแคลเซียม ซึ่งผู้หญิงควรได้รับวันละ 800 มิลลิกรัม เพื่อเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทานแคลเซียมนั้นคือมื้อค่ำ ขณะเดียวกันนั้นก็สามารถเลือกทานร่วมกับแม็กนีเซียมควบคู่กันไปด้วยก็ส่งผลดีเช่นกันเพราะว่าสารอาหารทั้งสองชนิดนี้จะทำงานร่วมกัน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่สูบบุหรี่ และชอบทานอาหารขยะทั้งหลาย รวมไปถึงมักเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ เป็นประจำ แนะนำให้ทานวิตามินซีที่จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานของโรคได้เป็นอย่างดี โดยวิตามินซีควรทานวันละ 60 มิลลิกรัม ขณะที่ถ้าหากอยู่ในช่วงเจ็บป่วยก็อาจเพิ่มได้ถึงวันละ 1,000 มิลลิกรัมติดต่อกันเป็นเวลานาน 2-3 วัน แต่ควรหลีกเลี่ยงการทานวิตามินซีในปริมาณมากหากอยู่ในช่วงทานยาคุมกำเนิดหรือว่ามีอาการท้องเสีย นอกจากนี้ควรทานวิตามินซีร่วมกับอาหารเช้า แต่หากต้องทางมากกว่าหนึ่งโดสก็ให้แบ่งทานวันละมากกว่าหนึ่งครั้งเพราะว่าร่างกายของเรานั้นมันไม่สามารถเก็บสะสมวิตามินซีได้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีผิวแห้งและมีปัญหาเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต รวมทั้งระดับคอเลสเตอรอลสูง ตลอดจนมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจแนะนำให้ทานวิตามินอี ซึ่งผู้หญิงจำเป็นต้องได้รับวิตามินอีวันละ 10 มิลลิกรัมแต่ไม่ควรเกิน 450 มิลลิกรัม และที่สำคัญนั้นหากคุณอยู่ในช่วงระหว่างที่ทานยาโรคหัวใจอาทิเช่นยา anti-coagulant ซึ่งอยู่ในกลุ่มยาวาร์ฟาริน ควรที่จะปรึกษาแพทย์เสียก่อน

การที่เราจะเลือกซื้อสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้นมันก็ต้องให้ความพิถีพิถันในการเลือกกันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอาหารเสริม ซึ่งราคาไม่ใช่น้อยๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมหามาทานกันอย่างแพร่หลาย แต่ถ้าหากเราซื้อเอาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ไม่ดีไม่มีคุณค่าทางโภชนาการตรงกับความต้องการหรือหลงเชื่อโฆษณาที่เกินจริงแล้วล่ะก็คงต้องมานั่งเสียดายเงินทองที่เสียไปกันไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นวันนี้เราจึงมีหลักการเลือกหาอาหารเสริมมาฝากกัน ก่อนอื่นเลยนั้นเราควรที่จะสำรวจความต้องการของร่างกายของเราให้ดีเสียก่อนว่าร่างกายของเรานั้นมันขาดสารอาหารตัวใดไม่ว่าจะเป็นวิตามิน, คาร์โบไฮเดรต, ไขมัน และแร่ธาตุต่างๆ โดยหากจะให้เข้าใจกันอย่างง่ายดายแล้วล่ะก็ขอให้เราลองพิจารณาดูว่าในแต่ละวันนั้นทานอะไรเข้าไปบ้างและร่างกายของเราได้สารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่แล้วหรือยัง และหากร่างกายของเรานั้นมันขาดสารอาหารตัวใดจึงค่อยไปซื้อมาทานเสริมเพิ่มเติมเข้าไปจึงจะเป็นการคุ้มค่ากับสตางค์ที่เสียไป

การเลือกหาอาหารเสริมนั้นส่วนหนึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับความต้องการสารอาหารที่แตกต่างกันออกไปในช่วงวัยของแต่ละคน รวมไปถึงสุขภาพของร่างกายในช่วงนั้นๆ โดยถ้าหากเราตะบี้ตะบันทานอาหารเสริมบางชนิดมากจนเกินไปแทนที่จะมีประโยชน์บางทีกลับส่งผลเป็นโทษต่อร่างกายไปซะงั้น ดังนั้นมันจึงจำเป็นไม่น้อยเลยทีเดียวที่เราควรตรวจสอบปริมาณสารอาหารที่จะรับเข้าไปภายในร่างกายว่าควรจะได้รับจริงๆ

ขณะเดียวกันนั้นเราก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ได้รับการวิจัยและมีความน่าเชื่อถือในกระบวนการผลิต โดยอาหารเสริมนั้นมันเป็นการสกัดเอาสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายออกมา แล้วจึงค่อยนำไปแปรรูปออกมาในแบบต่างๆ ที่หลากหลายกันออกไปทั้งแบบผง, แบบเม็ด และแบบน้ำ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากหากไม่ได้มาตรฐานก็จะทำให้มีสารปนเปื้อนตามมาในตัวอาหารเสริมอย่างเช่นตะกั่ว, สารจำพวกโลหะหนัก และปรอทตามมาด้วย รวมทั้งยังต้องคำนึงถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่จะเลือกหามาทานว่าได้รับการวิจัยจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือหรือไม่ดีกว่าสักแต่ว่าซื้อๆ ทานไปเท่านั้นเอง ซึ่งอาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดี นอกจากนี้ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันสำหรับการเลือกหาอาหารเสริมนั่นก็คือผลิตภัณฑ์นั้นต้องได้รับการรับรองคุณภาพจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งนับได้ว่าเป็นการตรวจสอบขึ้นต้นที่ง่ายที่สุด โดยให้เราสังเกตที่ฉลากที่มาควบคู่กับผลิตภัณฑ์ว่ามันมีการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือไหม อย่างเช่นในไทยก็ต้องได้รับการรับรองจาก อย. เป็นต้นนั่นเอง

อาหารมื้อเย็นนั้นเป็นของแสลงของบรรดาสาวๆ ทั้งหลายที่ต้องการลดน้ำหนักและมักเข้าใจผิดว่าการอดอาหารมื้อเย็นนั้นเป็นเคล็ดลับสำหรับการลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งแท้จริงแล้วนั้นมันเป็นความเชื่อแบบผิดๆ โดยไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งเพราะนอกจากน้ำหนักไม่ลดลงสักเท่าไหร่ยังทำให้หิวอีกต่างหากเนื่องจากปกติร่างกายจะหลั่งกรดออกมาเพื่อย่อยอาหารแต่เมื่อไม่มีมันก็จะไปย่อยกระเพาะอาหารแทน ดังนั้นเราจึงควรเลือกทานอาหารเบาๆ ที่ให้พลังงานน้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเน้นไปทางผักและผลไม้พร้อมห่างไกลเนื้อสัตว์ติดมันและของทอดๆ นอกจากนี้ที่สำคัญนั้นควรทานระหว่างหกโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่มเท่านั้น

เมื่อทานอาหารเย็นเป็นที่เรียบร้อยแล้วไม่ควรที่จะออกกำลังกายทันทีเนื่องจากหากเราฝืนไปออกกำลังกายหลังทานอาหารเข้าไปได้เพียงแค่ 1-2 ชั่วโมงอาจทำให้จุกได้ แต่หากกลัวอ้วนจริงๆ ก็ควรหันมาเดินชิลๆ แทนจะดีกว่าเพราะว่าเวลาเราเดินนั้นลำไส้มันจะขยับตัวจึงเป็นการช่วยย่อยและใช้พลังงานไปในตัวอีกด้วย เช่นเดียวกับการที่ไม่ควรอาบน้ำทันทีที่ทานอาหารเย็นเสร็จเพราะว่าอาหารกำลังย่อยทำให้เลือดต้องถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งจะถูกแบ่งไปที่ผิวหนังเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นเป็นอันดับแรก ทำให้เลือดถูกส่งไปยังกระเพาะน้อยจนอาจเกิดอาการท้องอืด, แน่น, จุกเสียด ดังนั้นทางที่ดีควรรอน้อยสุดครึ่งชั่วโมงแต่สักหนึ่งชั่วโมงนั้นมันดีที่สุด ขณะที่ทานอาหารย่อยยากก็ควรรอราว 2 ชั่วโมง

สำหรับ สาวน้อยสาวใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับการลดความอ้วนอยู่นั้นก็ควรหันมาทานอาหาร มื้อเย็นเน้นไปที่จำพวกผักและผลไม้แต่ก็ต้องเลือกเอาที่ไม่เป็นกรดเพราะยาม ท้องว่างร่างกายก็มีกรดมากเป็นทุนแล้ว รวมทั้งยังควรเลี่ยงการทานผักและผลไม้ที่ดิบๆ ใจขณะท้องว่างเนื่องจากทำให้ท้องอืดได้ โดยควรที่จะทานผักสุกอาทิการลวก, การต้ม และแกงจืด รวมไปถึงยำที่รสไม่แซบมากอย่างยำวุ้นเส้นและยำแตงกว่าที่ไม่เผ็ดหรือเปรี้ยว จนเกินไป ขณะเดียวกันนั้นก็ควรหันหน้าหนีให้กับอาหารที่ย่อยยากจำพวกของทอดๆ ของมันๆ และอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง แต่หากเลี่ยงไม่ได้ก็ให้ทานนิดหน่อยพอและไม่ควรทานอาหารที่มีกรดมาก ทางด้านผู้ใหญ่วัยทำงานนั้นขอแนะนำให้ทานอาหารมื้อเย็นเป็นจำพวกที่ย่อยได้ ง่ายแต่มีโปรตีนสูงและพอมีคาร์โบไฮเดรตบ้างแต่ก็อย่าให้มากจนเกินไปไม่ว่าจะ เป็นข้าว, ข้าวซ้อมมือ, ผักลวก แต่ที่สำคัญนั้นต้องทานให้ได้สารอาหารครบหมดทั้ง 5 หมู่

จริงอยู่ที่มีข้าวของบางอย่าง ที่เราสามารถใช้ร่วมกันได้ไม่ว่าจะเป็นที่นอน, หมอน, มุ้ง รวมไปถึงจานและชาม แต่นอกจากของรักของหวงบางอย่างทั้งเสื้อผ้าหรือสิ่งของที่เราหวงแหนเป็นพิเศษแล้วนั้น  ก็ยังมีของต้องห้ามที่ไม่ควรใช้ร่วมกันเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสุขอนามัยของตัวเราเอง

ดังนั้นวันนี้เราไปดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง ?

สบู่ : เชื่อเหลือเกินว่าส่วนใหญ่ในแต่ละครอบครัวคงจะใช้สบู่ก้อนร่วมกันไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำหรือล้างมือ แต่หารู้ไม่ว่านั่นเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีเลยทีเดียว เพราะการผ่านหลายมือนั้นมันทำให้มีความชื้นตลอดจนกลายเป็นสวรรค์วิมานของบรรดาเชื้อรา, เชื้อแบคทีเรียและอีกสารพัดสิ่งสกปรกที่จะเกาะติดผิวหนังเราไปในแต่ละครั้งที่ใช้  ทางที่ดี เราควรหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ร่วมกัน

หมวก/หวี : หมวกทุกชนิดและหวีที่มีโอกาสให้หนังกำพร้าบริเวณหนังศีรษะและรังแคปะปนกันมั่วซั่วไปหมด เชื้อราบนหนังศีรษะ โรคผิวหนัง และเหา ก็สามารถติดต่อกันผ่านช่องทางนี้ได้เช่นกัน

แปรงสีฟัน : แปรงสีฟันที่มันเป็นแหล่งนำพาเชื้อโรคจากปากสู่ปากได้เป็นอย่างดี และรวมถึงการใช้แก้วน้ำหรือหลอดดูดร่วมกันนั้น ก็ไม่ต่างจากการแลกเปลี่ยนน้ำลายซึ่งกันและกันอันเป็นสาเหตุของโรคคออักเสบ, โรคเริม, โรคคางทูม และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

มาสคาร่าและลิปสติก : แม้เครื่องสำอางส่วนใหญ่จะใส่วัตถุกันเสีย และเครื่องสำอางชนิดน้ำส่วนมากมักใช้ร่วมกันได้ เพราะวัตถุกันเสียนั้นมันช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย แต่ทางทีดีก็ไม่ควรใช้มาสคาร่าและลิปสติกร่วมกัน เนื่องจากหากเพื่อนของเราป่วยเป็นไข้หวัด หรือตาอักเสบ หรือตาแดงแล้วล่ะก็มีโอกาสมากที่จะติดเชื้อมาได้

กรรไกรตัดเล็บ/มีดโกน : กรรไกรตัดเล็บที่เป็นอีกหนึ่งแหล่งสะสมเชื้อโรค แถมหากบางทีเราเผลองับเข้าเนื้อก็มีโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ และมีดโกนหนวดก็เช่นเดียวกันเพราะมันมีโอกาสได้เลือดจากการโดนบาดหรือพลาดกรีดคมมีดเข้าเนื้อตัวเอง

ต่างหู/หูฟัง : ต่างหู เป็นเครื่องประดับที่เจาะเข้าไปในผิวหนังของเรา ที่มีเชื้อโรคและแบคทีเรียสะสมอยู่ หากจำเป็นต้องใช้ร่วมกัน เราควรทำความสะอาดต่างหูก่อนใช้ นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้คนสมัยนี้นิยมใช้กันนั่นก็คือหูฟังที่หันไปทางไหนก็มักจะเห็นครอบเอาไว้กับหูจนแทบจะไม่สนใจสิ่งรอบข้าง โดยมีผลวิจัยรายงานออกมาว่าเคยมีคนไข้ได้รับเชื้อที่ช่องหูมาจากการใช้หูฟังร่วมกับผู้อื่นมาแล้ว

ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงเอาไว้ก็ไม่เสียหายเพราะเชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านหูฟังได้เหมือนกัน แต่ถ้าหากเลี่ยงไม่ได้แล้วล่ะก็ขอให้ทำความสะอาดให้ดีก่อนใช้งานเป็นการดีที่สุด

เห็ดหลินจือขึ้นชื่อว่าเป็นเห็ดอมตะหรือเห็ดหมื่นปีเลยก็ว่าได้ โดยได้มีการนำมาปรุงเป็นยาจีนกันมายาวนานกว่า 2,000 ปีที่ใช้กันนับตั้งแต่สมัยของจอมจักรพรรดิของจีนอย่างจิ๋นซีฮ่องเต้ ขณะเดียวกันนั้นเห็ดหลินจือถือได้ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งชีวิตที่มีพลังอันน่า อัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งในทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถค้นพบได้ว่าเห็ดชนิดนี้มี สารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อร่างกายกว่า 250 ชนิดเลยทีเดียว รวมทั้งยังเป็นยาบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดีที่เรียกได้ว่าเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยต่ออายุเราออกไปได้ ตลอดจนยังมีส่วนช่วยในเรื่องผิวพรรณของเรานั้นให้มันเปล่งปลั่งและรักษาโรค ต่างๆ โดยปราศจากสารพิษตกค้างในร่างกายแต่อย่างใด

แม้ว่าเห็ดหลินจือ จะมีขึ้นอยู่ตามแหล่งธรรมชาติมากมายกว่า 100 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและให้สรรพคุณเป็นเลิศที่สุด นั้นก็คือสายพันธุ์สีแดงหรือเห็ดหลินจือแดง โดยในเห็ดหลินจือนั้นมันจะมีสารพอลิแซ็กคาไรด์ ซึ่งช่วยยับยั้งและรักษาอาการของโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และมีมากที่สุดในสายพันธุ์สีแดง ขณะที่สรรพคุณอันโดดเด่นของเห็นหลินจือนั้นมันมีอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นยา อายุวัฒนะที่ช่วยชะลอความแก่ทำให้เรามีอายุที่ยืนยาว และช่วยบำรุงรักษาสายตา เช่นเดียวกับการต่อต้านและรักษาโรคมะเร็งต่างๆ จากการส่งที่ภูมิคุ้มกันไปกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวสร้างสารต้านมะเร็ง รวมทั้งยังช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคหมอนรองกระดูกแตกกดทับเส้นประสาท ให้ทุเลาได้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยป้องกันเส้นเลือดในสมองและหัวใจอุดตันพร้อมป้องกันอัมพฤกษ์และ อัมพาต

ส่วนการทานเห็ดหลินจือที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั่นก็คือ สารสกัดจากเห็ดหลินจือที่อยู่ในรูปของแคปซุล ซึ่งจะได้สารสกัดที่เข้มข้นมีสรรพคุณและดูดซึมพร้อมออกฤทธิ์ที่ดีกว่า ขณะที่เวลาที่เหมาะสมมากที่สุดในการทานเห็ดหลินจือนั่นก็คือให้ทานในช่วง เช้าขณะที่ท้องของเรายังว่างอยู่แล้วดื่มน้ำตามเข้าไปให้มากๆ และหากเป็นไปได้ให้ทานควบคู่กันไปกับวิตามินซีด้วยจะดีมากเนื่องจากช่วย เสริมสรรพคุณได้เป็นอย่างดี แต่ผู้ที่ต้องกินยากดภูมิต้านทานหรือผู้ป่วยโรค SLE รวมไปถึงผู้ที่ผ่านการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะควรงดการทานเห็ดหลินจือทางด้านผล ข้างเคียงของการทานเห็ดหลินจือนั้นหากเริ่มทานใหม่ๆ อาจจะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ, อาเจียน, ง่วงนอน, ปวดเมื่อยตามร่างกายตามข้อ, ท้องเสีย, ปัสสาวะบ่อย และผิวหนังเกิดอาการคัน แต่นั่นมันก็เป็นปฏิกิริยาสะท้อนกับที่เป็นเรื่องธรรมดาของการบำบัดด้วย สมุนไพร แต่เมื่อตัวยาเข้าไปชำระล้างสารพิษต่างๆ ให้สลายหรือช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายได้แล้วก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งอาการข้างเคียงดังกล่าวนั้นมันอาจเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาสั้นๆ ราว 2-7 วันขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายแต่ละคน