Archives

กรุ๊ปเลือดของคนเรานั้นมันแบ่งออกไปได้หลากหลายกรุ๊ป และในแต่ละกรุ๊ปเลือดก็มีความสัมพันธ์ที่มันแตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารให้ตรงกับกรุ๊ปเลือด รวมไปถึงนิสัยใจคอที่ไม่เหมือนกันในแต่ละกรุ๊ปเลือด และวันนี้เราก็มีการออกกำลังกาย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีทำให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ห่างไกลจากโรคภัยร้ายต่างๆ ให้เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือดของแต่ละท่านมาฝากกัน

สำหรับท่านที่มีเลือดกรุ๊ปเอแล้วล่ะก็เราขอแนะนำให้ท่านออกกำลังกายอย่างช้าๆ ที่ไม่ใช้แรงมากมายจนเกินไปไม่ว่าจะเป็นการเล่นโยคะ, ชี่กง, ไทเก๊ก เนื่องจากคนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้มีโครงกระดูกเล็กอาจทำให้หักได้ง่าย ส่วนทางด้านอาหารการกินนั้นควรกินเนื้อสัตว์ให้น้อยเข้าไว้หรือถ้าจะให้ดีก็ควรที่จะกินมังสวิรัติ ขณะท่านที่มีเลือดกรุ๊ปบีเหมาะกับการออกกำลังกายที่ไม่ช้าหรือหักโหมเกินไปทั้งการเดินเร็ว, การว่ายน้ำ, การเล่นกอล์ฟ, การตีปิงปอง และการวิ่งเหยาะๆ สำหรับในเรื่องของอาหารควรกินทั้งเนื้อสัตว์และผักให้มันสมดุลกัน ขณะที่ท่านที่มีเลือดกรุ๊ปเอบี ซึ่งเหมือนเป็นการมิกซ์กันระหว่างเลือดกรุ๊ปเอและบี ให้ลองสังเกตให้ดีว่าตัวเองนั้นส่วนใหญ่เลือกกินอาหารออกไปในทางเลือดกรุ๊ปเอหรือกรุ๊ปบีมากกว่ากันแล้วจึงออกกำลังกายตามลักษณะกรุ๊ปเลือดนั้น แต่ก็ไม่ควรละทิ้งการออกกำลังกายที่เหมาะกับเลือดอีกกรุ๊ปด้วย โดยยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันอย่างชัดเจนกันนั่นก็คือหากท่านมักกินผักและผลไม้เหมือนคนเลือดกรุ๊ปเอก็ให้ออกกำลังกายช้าๆ อย่างการเล่นโยคะเป็นหลักพร้อมทั้งเสริมด้วยการออกกำลังกายของคนเลือดกรุ๊ปบีเข้าไปด้วย

ส่วนท่านที่มีเลือดกรุ๊ปโอนั้นค่อนข้างเป็นคนบ้าพลังดังนั้นจึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งต่อการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงเป็นอย่างมากอย่างเช่นฟุตบอล, บาสเกตบอล, วิ่งทางไกล และชกมวย โดยคนเลือดกรุ๊ปนี้มีสภาพร่างกายที่กินเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูงและผักได้ในปริมาณมากจึงทำให้มีโครงสร้างทางกระดูกที่แข็งแรงพร้อมกับกล้ามเนื้อที่กระชับ อย่างไรก็ตามไม่ว่าท่านจะมีเลือดกรุ๊ปใดก็ตามจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเดินเร็วเป็นเวลา 10 นาทีหลังจากการออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือดเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วทุกครั้ง รวมทั้งยังควรยืดเส้นยืดสายเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อให้ผิวหนังของเรานั้นมันได้ถูกแสงแดดประมาณสัก 20-30 นาทีอีกด้วย

หากจะมีการยกย่องให้ผลไม้ใดในโลกนี้เป็นราชินีแห่งความอ่อนเยาว์แล้วล่ะก็ เราคงต้องขอยกนิ้วให้กับโกจิเบอร์รี่ ซึ่งภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกกว่า “เก๋ากี้” โดยเจ้าผลไม้ตระกูลเบอร์นี้จัดได้ว่าจิ๋วแต่แจ๋วขนานแท้เพราะแม้แต่ลูกพรุน ซึ่งมีสารแอนติออกซิแดนท์มาเป็นอันดับสองที่ 5,700 ORAC ยังต้องชิดซ้ายตกขอบเวทีก้มหัวให้กับโกจิเบอร์รี่ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงโดยเฉพาะมีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างมากมายถึง 25,300 ORAC ด้วยกันเลยทีเดียว รวมทั้งยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโน 19 ชนิดและธาตุอาหาร 21 ชนิดตลอดจนมีโปรตีนมากกว่าโฮลวีท ซึ่งมีสารแอนตี้ออกซิแดนคาโรทินอยด์อยู่มาก และวิตามินซีสูงพุ่งปรี๊ดมากกว่าส้มอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่มันจะกลายเป็นราชินีแห่งความอ่อนเยาว์ที่ช่วยให้เราดูกระจ่างใสได้ตลอดเวลาได้ด้วยผลไม้สีแดงลูกเล็กๆ

แม้โกจิเบอร์รี่เดิมทีจะมีถิ่นฐานอยู่ทางแถบเทือกเขาหิมาลัย แต่ก็เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในแถบเอเชียว่าเป็นผลไม้ที่มากด้วยคุณค่าของสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุดในโลก และได้มีการนำเอาผลโกจิเบอร์รี่ไปเป็นส่วนประกอบอันสำคัญทางการทำยาจีนแผนโบราน ซึ่งได้มีการบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์จีนราว 2,000 เลยทีเดียว โดยโกจิเบอร์รี่เป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมากในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นในระดับหัวแถวทางด้านอุตสาหกรรมอาหารโลกจากความโดดเด่นของมันที่เป็นราชินีแห่งความอ่อนเยาว์นั่นเอง

ดังนั้นในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ ที่มีเจ้าโกจิเบอร์รี่เป็นสารสกัดประกอบอยู่ด้วยนั้นมันก็ย่อมให้ความชัดเจนในเรื่องของการชะลอความแก่ก่อนวัยได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้มันยังมีสรรพคุณที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นการควบคุมน้ำตาลในเม็ดเลือดแดง, การเสริมสร้างการทำงานของหัวใจ, การเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น นอกจากนี้โกจิเบอร์รี่ยังมีคุณสมบัติพิเศษจากการที่มีสารซิแซนทิน (Zeaxanthin) ซึ่งมีมากถึง 162 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมและมากกว่าสาหร่ายเกลียวทองราว 5 เท่าเลยทีเดียว ที่ช่วยบำรุงสายตาและป้องกันแสงสีน้ำเงินที่จะคอยเข้ามาทำลายดวงตาของเราได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังมีผลดีต่อผู้ที่มีอาการต้อลม, ตาพร่า, ตามัวให้กลับคืนสู่สภาพปกติได้อีกด้วย ขณะเดียวกันนั้นมันยังมีไซเพอโรน (Cyperone) ที่ช่วยให้หัวใจและความดันทำงานได้อย่างเป็นปกติ รวมไปถึงบีเทน (Betaine) เป็นสารประกอบที่ให้ตับใช้ผลิตโคลีน ซึ่งเป็นสารประกอบที่ช่วยให้ความจำดี, ช่วยป้องกันโรคตับ และช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเจริญเติบโตได้ดี

แน่นอนว่าทุกคนล้วนแล้วแต่ปรารถนาอยากที่จะมีความสุขในชีวิต แต่จากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันนี้ที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงแทบไปเสียทุกเรื่องจนทำให้หลากหลายพฤติกรรมนั้นมันค่อยๆ บ่อนทำลายความสุขของเราไปชนิดที่ไม่รู้ตัว ดังนั้นวันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าพฤติกรรมใดบ้างที่มันคอยบั่นทอนความสุขของเราลงไป สำหรับสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวการคอยบั่นทอนจิตใจของเรานั้นมันก็คือการที่เราไปใส่ใจในเรื่องของคนอื่นจนนำเอาตัวเราไปเปรียบเทียบไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จของเพื่อนร่วมงานที่ก้าวหน้า แต่เรากลับละเลยที่จะสนใจตัวเองจนทำให้ย่ำอยู่กับที่ ดังนั้นเราจึงควรสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับตัวเองให้มากๆ ดีกว่ามัวไปชะเง้อมองคนอื่นที่เขาปืนขึ้นไปสูงกว่าเรา และอย่าปล่อยให้สิ่งใดมามีอิทธิพลกับชีวิตเพราะหากเรามุ่งมั่นตั้งใจแน่วแน่ก็ไม่มีสิ่งใดมาขัดขวางการพัฒนาตัวเองอย่างแน่นอน

อย่ามัวแต่ผัดวันประกันพรุ่งหรือเฝ้ารอแต่โอกาสและจังหวะที่เหมาะสมโดยที่ไม่ยอมลงมือทำตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ เช่นเดียวกับการที่ไม่ควรจะทำงานแบบเช้าชามเย็นชามเพราะมันจะค่อยๆ บั่นทอนความสุขของเราให้หายไปทีละน้อย และทางที่ดีควรที่จะหันมาคิดบวกกับงานที่ทำเพื่อสร้างเสริมคุณค่าและแรงบันดาลใจ แต่หากไม่ไหวจริงๆ ก็ให้ลองมองหาสายงานใหม่ที่จะให้ความสุขเราได้มากกว่านี้ ขณะที่เราควรพยายามปล่อยวางทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วจะมีความสุขมากขึ้นกว่าการที่เก็บเอาความรู้สึกเกลียดชังหรือผูกใจเจ็บแค้นต่างๆ เอาไว้เผาผลาญใจเราเอง

การลองปล่อยจิตใจให้ผ่อนคลายจากความวิตกกังวลและความกลัวต่างๆ แล้วหันมาเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ที่ในชีวิตไม่เคยทำบ้างก็อาจจะเป็นการให้ความสุขแบบสุดเหวี่ยงที่เราไปปิดกั้นมันอย่างไม่รู้ตัวมาเสียนาน ขณะเดียวกันก็ให้ยอมรับกับบางเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตและอย่าไปดันทุรังดื้อรั้นอย่างหัวชนฝาเนื่องจากบางทีเราปล่อยใจให้สบายมันก็จะทำให้เรามีจิตใจที่แจ่มใสพร้อมปัญญาที่จะเกิดขึ้นจนอาจหาทางออกได้อย่างที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว และเราก็ไม่ควรที่จะใจร้อนจนกดดันตัวเองมากไปทำให้รู้สึกเหมือนว่าวิ่งวนอยู่ในกรอบจนเหนื่อยล้าและหาทางออกไม่ได้เสียที โดยให้เราค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปด้วยการปรับจากสิ่งเล็กน้อยในชีวิตแล้วจึงทำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อนพร้อมเปิดโอกาสให้ตัวเองได้หยุดพักพร้อมไตร่ตรองบางอย่างให้ละเอียดถี่ถ้วนเพียงเท่านี้ก็จะมีความรู้สึกสบายขึ้นแล้วล่ะ

นอกจากช่วงซัมเมอร์นี้จะเป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุดจนฉุดไม่อยู่ โดยเฉพาะอากาศในบ้านเราที่เล่นเอาเหงื่อไหลไคลย้อยลิ้นห้อยไปตามๆ กันแล้วนั้น หน้าร้อนมันนอกจากจะเป็นอันตรายต่อผิวของเราแล้วนั้นมันยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้มีโอกาสเป็นโรคหวัดแดดที่เกิดจากการถูกแสงแดดแผดเผาเอาจนอ่วมร่างกายน่วมเพลียจากแดด แม้ว่าจะพยายามดื่มน้ำเปล่าหรือเป่าลมก็แล้วแต่เจ้าความร้อนภายในร่างกายของเรานั้นมันก็ดูท่าทางจะไม่ได้ลดลงไปเลย บางท่านที่ทำงานอยู่ภายใต้อาคารที่ติดแอร์เย็นสบายก็อย่าได้ชะล่าใจไปเมื่อต้องมีบางครั้งที่จำเป็นต้องออกจากอาคารไปปะทะกับอากาศและลมร้อนจนอาจทำให้ร่างกายปรับตัวแทบไม่ทันจนเป็นอีกหนึ่งสาเหตุให้เป็นหวัดแดดขึ้นมาก็ได้ ขณะที่อาการของหวัดแดดนั้นมันก็ทำให้เราสับสนได้ไม่น้อยเหมือนกันเมื่อดันมีอาการที่คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก โดยมีไข้, ปวดศีรษะ

และอ่อนเพลียเหมือนกัน แต่ว่าไข้หวัดจะมีอาการน้ำมูกไหล, ไอ และมีเสมหะ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่มากับการตากฝนหรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน ส่วนหวัดแดดจะมีอาการเนื้อตัวร้อนและตาแดง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการตากแดดเป็นเวลานานพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิฉับพลันจากกิจวัตรประจำวัน แม้ว่าอาการหวัดแดดจะไม่ใช่อาการป่วยที่รุนแรงมากมายนัก แต่ว่าการสะสมของพิษร้อนเอาไว้ในร่างกายติดต่อกันเป็นเวลานานนั้นมันก็ย่อมส่งผลต่ออวัยวะภายในร่างกายโดยเฉพาะม้ามและกระเพาะอาหาร ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะรู้จักป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคหวัดแดดด้วยการหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับแสงแดดที่แผดเผาหรืออากาศที่ร้อนจัด และหากเพิ่งออกไปเผชิญหน้ากับแดดเปรี้ยงมา

ก็ควรเลี่ยงที่จะเข้าไปในสถานที่มีแอร์เย็นฉ่ำอย่างในออฟฟิศหรือห้างสรรพสินค้าตลอดจนสถานที่ที่มีอุณหภูมิแตกต่างจากข้างนอกในทันที เช่นเดียวกับการหลีกเลี่ยงสถานที่มีคนแออัดเพราะว่านอกจากจะร้อนแล้วยังมีความอบอ้าวจนอาจทำให้วิงเวียนศีรษะได้ นอกจากนี้ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันนั่นก็คืออย่าทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มากนักเพราะมันจะไปเพิ่มภาระให้กับม้ามทำงานมากยิ่งขึ้น โดยให้หันมาทานอาหารที่ย่อยง่ายไม่ว่าจะเป็นผักกาดขาว, ฟัก, ถั่วแดง, แตงโม รวมไปถึงลดปริมาณน้ำเย็นหรือของกินเย็นๆ เพื่อลดภาระการทำงานของกระเพาะอาหารและม้าม แต่หากว่าพยายามหลีกเลี่ยงอย่างดิบดีแล้วก็ไม่วายที่จะเป็นหวัดแดดจนได้แล้วล่ะก็ขอแนะนำให้ทำการรักษาเหมือนคนที่เป็นไข้หวัดปกตินั่นก็คือนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ, ดื่มน้ำอุ่นให้เยอะๆ, ทานอาหารร้อนๆ พร้อมยาลดไข้ และเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น เพียงเท่านี้เองมันก็จะช่วยให้อาการหวัดแดดหายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

เมื่อทานอาหารกลางวันเข้าไปกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยเลยที่มีความรู้สึกง่วงหงาวหาวนอน หรือตกบ่ายก็ตาปรือรวมไปถึงหาวเป็นดาวเป็นเดือนจนต้องรีบหันหน้าไปหากาแฟมาดื่มแก้ง่วงสักแก้ว

ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่สำหรับร่างกายของเราเมื่อต้องเอาเจ้าคาเฟอีนเข้าไปจนอาจติดกลายเป็นนิสัยไปเลย ดังนั้นวันนี้เราจึงมีสารพัดวิธีแก้ง่วงไม่ง้อกาแฟมาฝากกัน ประการแรกที่สามารถนำไปทำกันได้อย่างง่ายดายนั่นก็คือนอนหลับตอนกลางคืนให้เต็มอิ่ม ซึ่งทางที่ดีควรที่จะนอนให้ได้ไม่น้อยกว่า 7-8 ชั่วโมงต่อวัน

ขณะเดียวกันก็หัดออกไปสัมผัสแดดช่วงเช้าเสียบ้างยิ่งตอน 9 โมงเช้านั้นมันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในกล้ามเนื้อไปสู่สมองได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกตื่นตัวและสดชื่นอย่างต่อเนื่องไปตลอดทั้งวันนั่นเอง น้ำก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยชั้นดีที่ช่วยแก้ง่วงได้เช่นเดียวกัน แม้ว่าตามคำแนะนำทั่วๆไปนั้นให้เราดื่มน้ำให้ได้ 8-10 แก้วต่อวัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายถึงให้เราดื่มรวดเดียวเยอะๆ  แนะนำให้ดื่มแบบจิบๆ ตลอดทั้งวัน เมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้ระดับออกซิเจนภายในร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งเปรียบได้กับการชาร์จพลังงานให้ร่างกายไปได้ในตัว และน้ำที่ดื่มก็ควรเป็นน้ำอุณหภูมิห้องซึ่งจะดีกว่าน้ำเย็น เพราะว่าร่างกายดูดซึมไปหล่อเลี้ยงเลือดได้ในทันที

สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันนั่นก็คืออาหารกลางวันควรหลีกเลี่ยงจำพวกแป้งและน้ำตาลเนื่องจากจะทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงกระเพาะอาหารมากขึ้นจนทำให้ไหลไปเลี้ยงสมองได้น้อยลงจนทำให้เรามีอาการง่วงซึมและเฉื่อยชาหลังทานอาหารเหล่านั้นเข้าไป เช่นเดียวกับอาหารหวานที่ต้องทำใจเมินหน้าใส่เพราะมันเป็นสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตอย่างเร่งด่วนที่จะไปทำให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมามากขึ้น  ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นจนเรามีอาการง่วงนอนตามมาหากนั่งทำงานนานติดต่อกันหลายชั่วโมงจนทนง่วงไม่ไหวก็ให้ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายเสียบ้าง  หรือจะลุกไปยืนคุยกับเพื่อนแผนกอื่น รวมทั้งการไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาก็จะทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้มากขึ้น

การฟังเพลงก็เป็นอีกหนึ่งวิธีแก้ง่วงได้ดีไม่น้อยเพราะว่าเพลงจะช่วยให้เรามีสมาธิและเพิ่มความตื่นตัวให้มากขึ้น แต่อย่าเผลอไปเปิดผ่านลำโพงจนรบกวนเพื่อนร่วมงานให้หาหูฟังดีๆซักอัน สวมเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวก็พอ

ถ้าลองดูวิธีข้างต้น หากดูแล้วอาการไม่ไหวจริงๆ ก็ให้หาที่เหมาะๆ หลับสักงีบราว 10-15 นาที ซึ่งมีงานวิจัยออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่าการได้งีบหลับกลางวันนั้น ทำให้ความจำดีขึ้น และรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น รวมไปถึงมีประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น

เดิมที่นั้นสารสกัดจากเปลือกสน (Pine Bark Extract) ซึ่งหมายถึงเปลือกสนของต้นมาริไทม์ในฝรั่งเศสที่นิยมนำมาประดับตกแต่ง ชาวยุโรปนำไปใช้เป็นยาระงับอาการปวดและแก้อักเสบ ก่อนที่จะมีนักวิทยาศาสตร์เข้ามาให้ความสนใจในสรรพคุณของสารสกัดจากเปลือกสนจนต่อยอดไปในทางด้านเครื่องสำอางและบำรุงสุขภาพจึงทำให้มีชื่อที่เรียกแตกต่างกันอ อกไปอย่างมากมากไม่ว่าจะเป็น French Marine Pine Bark Extract, Oligomers, OPC, PCO, Pinus maritima, Pycnogenol และ Pygenol โดยสารสกัดเหล่านี้ประกอบไปด้วยสารจำพวก bioflavonoids ที่สกัดมาจากเปลือกสน รวมทั้งยังช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน  ขณะเดียวกันนั้นสารสกัดจากเปลือกสนก็สามารถสกัดได้จากเมล็ดทุเรียน, เมล็ดองุ่น และเมล็ดลำไยได้เช่นกัน สารสกัดจากเปลือกสนมีโครงสร้างแบบโฟลิฟินอลที่มีประสิทธิภาพสูงในการต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งยังป้องกันความเสื่อมทางร่างกาย, หลอดเลือด, หัวใจ, ผิวหนัง, ดวงตา, ระบบประสาท และชั่วโมงนี้มีจุดขายอยู่ที่ความสวยความงามด้วยการเสริมสร้างสุขภาพผิวพรรณให้ดูดีมีน้ำมีนวล

เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาของผิวหนังทางด้านต่างๆ ทั้งริ้วรอยที่เกิดก่อนวัย, ฝ้า, ผิวหมองคล้ำ รวมไปถึงมีคุณสมบัติในการป้องกันอาการที่เกิดจากการโดนแดดเผาหรือได้รับแสงแดดมากจนเกินไป โดยสารสกัดจากเปลือกสนจะเข้าไปยับยั้งการทำงานของเม็ดสีผิวที่ผิดปกติให้มีสีผิวที่สม่ำเสมอ รวมทั้งยังช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนให้ผิวเนียนแข็งแรงเปล่งปลั่ง และมีความยืดหยุ่นพร้อมกับกระชับตลอดจนชะลอรอยตีนกามาก่อนวัย ตลอดจนป้องกันภาวะแทรกซ้อนการติดเชื้อ, กล้ามเนื้ออ่อนแรงแขนขาลีบ และลดภาวะความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งที่ผิวหนังอีกด้วย นอกจากการออกกำลังกายและทานอาหารให้ดีมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนเพื่อให้ได้ผิวพรรณที่ดูดีมีออร่าแล้วนั้น การทานอาหารที่มีสารสกัดจากเปลือกสนก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะปรับสมดุลให้สีผิวสม่ำเสมอขาวสดใสย้อนสู่วัยเด็กอีกครั้ง แม้ชาวต่างประเทศส่วนใหญ่จะชอบสาวที่มีผิวสีแทน ซึ่งออกไปทางเกือบจะเป็นสีน้ำตาล แต่ในบ้านเราสาวผิวขาวกลับได้รับความสนใจมากกว่า

ดังนั้นจึงมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหัวใสหลากหลายยี่ห้อที่นำเอาสารสกัดจากเปลือกสนเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการที่จะช่วยลดปัญหาของสีผิวสาวที่คล้ำมากจนเกินไป และลดรอยเหี่ยวย่นที่มาเยือนก่อนกาลเวลา ทำให้สาวผิวคล้ำกลับมามีความสง่างามตามฉบับของสาววัยใส และในขณะเดียวกันนั้นที่จีนมีผลิตภัณฑ์สารสกัดจากเปลือกสนที่สั่งจ่ายเพื่อรักษาอาการที่เกิดจากเม็ดสีผิวผิดปกติโดยเฉพาะเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่มีการการันตีว่ารักษาอาการผิดปกติต่างๆ ข้างต้นได้จริง ดังนั้นหากท่านมีโรคประจำตัวก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันจะดีกว่า

กลายเป็นปัญหาสามัญประจำบ้านเราเมืองเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับการ จราจรที่ติดขัดจนทำให้เรารู้สึกอึดอัด และหงุดหงิดจนพาลจะเครียดกันไปตามๆ กัน เมื่อมันดันติดกันไปทั่วทุกหัวระแหงเป็นแตงเม แถมเจอบางแยกที่ติดชนิดนรกแตกกว่าจะผ่านแยกสัญญาณไฟไปได้แทบจะนับคันกันเลย ดังนั้นวันนี้เราจึงขอให้ลองพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วยการเอาเวลาที่เสียไป กับรถติดมาก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายกันดีกว่าด้วยการมายืดเส้นยืดสาย เป็นการออกกำลังกายไปในตัวพร้อมมีผลพลอยได้มาเป็นหุ่นเพรียวสวยกันนั่นเอง การยืดเส้นยืดสายคลายรถติดนี้นอกจากจะเป็นการช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้เป็น อย่างดีในระหว่างที่เราเฝ้ารอสัญญาณไฟเขียวเพื่อให้แล่นต่อไปข้างหน้าหรือ ว่าอยู่ในช่วงที่จราจรติดขัดหนักจนจอดกันเป็นมอเตอร์โชว์เต็มท้องถนนไปหมด โดยท่าการออกกำลังกายแต่ละท่าที่เราจะแนะนำให้นั้นมันล้วน

แล้วแต่ เป็นการช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้หายตรึงเครียดพร้อมทั้งยังมีของแถมชั้นดี ด้วยการบริหารร่างกายให้มีหุ่นที่ดีตามมาอีกด้วย ประเดิมกันด้วยการกดแผ่นหลังให้แนบไปกับเบาะรถแล้วเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง ค้างไว้ราวครึ่งนาที หลังจากนั้นก็ทำเช่นเดียวกันนี้กับที่บริเวณกล้ามเนื้อบั้นท้าย ซึ่งให้ทำสลับกันไปสัก 10 ครั้ง ขณะที่มีท่าบริหารคอก็ทำได้จากการเอียงคอไปทางซ้ายและขวาสลับไปมา 10-12 ครั้ง รวมทั้งยังสามารถจับพวงมาลัยรถพร้อมกำให้แน่นแล้วนับ 1-3 ก่อนที่จะคลายออกสัก 10 ครั้ง

เช่นเดียวกับการจับพวงมาลัยรถให้มือ ซ้ายอยู่ที่ 9 นาฬิกาและมือขวาอยู่ที่ 3 นาฬิกาแล้วบีบทั้งสองแขนเข้าหากันโดยพยายามให้ข้อศอกทั้งสองข้างอยู่ชิดกัน ให้มากที่สุด ซึ่งให้ทำท่านี้สัก 10 ครั้ง คราวนี้ก็มายกไหล่ทั้งสองข้างขึ้นพร้อมกันแล้วเกร็งเอาไว้เป็นเวลา 3 วินาทีสัก 10 ครั้ง ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นท่าที่เรานั่งโน้มตัวไปข้างหน้าและเกร็งแผ่นหลังด้วย การพยายามดันสะบักทั้งสองข้างเข้าหากันให้ได้มากที่สุดเป็นจำนวน 10 ครั้ง หลังจากนั้นเราก็มาจบท่ายืดเส้นยืดสายคลายรถติดเพื่อให้ได้หุ่นที่ฟิตแอนด์ เฟิร์มไปในตัวด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายให้มันค้างเอาไว้เป็น ระยะเวลา 3 นาทีทำแบบนี้สัก 5 ครั้ง โดยท่าบริหารร่างกายต่างๆ เหล่านี้เราสามารถที่จะนำไปปรับใช้กับการนั่งเครื่องบินหรือต้องโดยสารรถ ประจำทางที่ใช้ระยะเวลาในการเดินทางนานเสียจนเราอดที่จะปวดเมื่อยเนื้อปวด เมื่อยตัวไม่ได้นั่นเอง

ความเครียดได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คอยบั่นทอนสภาพจิตใจ รวมไปทั้งยังอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคร้ายบางอย่างได้อีกต่างหาก แม้เราจะแทบหลีกเลี่ยงกับความเครียดที่ต้องเผชิญไม่ได้ในแต่ละวันไม่ว่าจะ เป็นการเรียนหรือการทำงาน ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องแก่งแย่งแข่งขันกัน แต่ในวันนี้เราก็มีหลากวิธีการกินที่ช่วยให้เราห่างไกลจากความเครียดไปได้มา ฝากกัน การกินอาหารให้เป็นเวลานั้นมันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ควรทำเป็นประจำทุก วัน โดยเราไม่ควรที่จะละเลยขาดการกินอาหารแม้แต่มื้อเดียว แต่ถ้าหากไม่มีเวลาหรือทำงานติดพันมันจนวุ่นวายก็อาจหาอาหารว่างมื้อย่อยๆ ทานควบคู่ไปด้วยก็ดีแทนที่มื้อหลักเพื่อให้ร่างกายของเรานั้นมันได้รับสาร อาหารที่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน

แม้ว่าการกินอาหารที่ดี ควรจะกินอาหารที่มีคุณค่าและให้พลังงานสูง แต่หากบางท่านอยู่ในช่วงของการลดน้ำหนักก็มักจะลดปริมาณอาหารลงจนอาจเป็น หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าจากการลดลงของฮอร์โมนเซโรโทนิน ดังนั้นท่านที่กำลังลดน้ำหนักควรที่จะเลือกกินอาหารจากธรรมชาติที่มีคุณค่า สูงแต่ให้พลังงานต่ำไม่ว่าจะเป็นผัก, ผลไม้, ไขมันดีจากถั่ว, แป้งไม่ขัดสี และธัญพืชต่างๆ  ขณะเดียวกันนั้นก็ควรกินปลาให้สม่ำเสมอโดยเฉพาะปลาแซลมอลที่อุดมไปด้วยกรด โอเมก้า 3 ซึ่งไขมันดีเหล่านี้จะช่วยลดอาการซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้โอเมก้า 3 ก็ยังมีในเมล็ดแฟล็กซ์, ถั่วเหลือง และถั่ววอลนัทเช่นกัน การกินแป้งที่ไม่ขัดสีก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ให้เราได้รับสารอาหารที่ดีพร้อม ปรับระดับฮอร์โมนเซโรโทนินในสมองของเราให้เพิ่มมากขึ้นจนทำให้เรามีอารมณ์ดี ไม่เครียด

โดยอาหารจำพวกแป้งไม่ขัดสีนั้นก็มีในข้าวกล้อง, ข้าวแดง, ข้าวสีนิล, ข้าวโอ๊ต, ขนมปังโฮลวีท และเส้นโซบะ นอกจากนี้ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันนั่นก็คือการลดละเลิกเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์และคาเฟอีนทั้งเหล้า, เบียร์, กาแฟ และชา ซึ่งเครื่องดื่มเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นประสาทให้เรารู้สึกกังวลและซึมเศร้า มากขึ้น  และสุดท้ายนี้เราก็มีเคล็ดลับดีๆ มาฝากกันนั่นก็คือจากการศึกษาพบว่าการใช้จานอาหารสีสันสดใสจะช่วยให้กระตุ้น ความอยากอาหารมีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเราจึงควรหันมาใช้จานที่มีสีเข้มๆ โดยเฉพาะสีน้ำเงินนั้นมันจะทำให้เราลดความอยากอาหารลงไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ รวมทั้งยังเป็นการสกัดกั้นไม่ให้เรากินมากเกินไปอีกด้วย

แอลคาร์นิทีนกลายเป็นอีกหนึ่งสารสกัดที่ถูกจับยัดเข้าไปในผลิตภัณฑ์อาหาร เสริมเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการสลายไขมันส่วนเกินให้หุ่นเรากลับมา กระชับได้สัดส่วนพร้อมความมั่นใจในการสวมใส่ชุดใดๆ ตามใจปรารถนา แต่หารู้หรือไม่ว่ามันสามารถผลิตขึ้นเองได้ภายในร่างกายของเรา โดยแอลคาร์นิทีนอาศัยความร่วมมือกันระหว่างกรดอะมิโน 2 ชนิดนั่นก็คือ ไลซีน ซึ่งพบได้ในเนื้อสัตว์, สัตว์ปีกและนม กับเมโทโอนิน ซึ่งพบในผักใบเขียวและธัญพืช ช่วยกันสังเคราะห์ด้วยการมีสารอาหารคอยเร่งกระบวนการทำงานอย่าง Niacin, วิตามินซี และธาตุเหล็ก ซึ่งอุดมอยู่ในผลไม้รสเปรี้ยว, เนื้อสัตว์, ข้าวซ้อมมือ, ตับ และนม

แอลคาร์นิทีนมีบทบาทสำคัญในการนำเอาเจ้าพวก ไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายออกมาเผาผลาญให้เป็นพลังงาน เช่นเดียวกับการควบคุมระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ดังนั้นมันจึงไม่แปลกเลยที่ส่วนใหญ่ในโปรแกรมควบคุมน้ำหนักและการออกกำลัง กายจะมีแอลคาร์นิทีนอยู่ด้วย นอกจากนี้แอลคาร์นิทีนยังมีส่วนในการช่วยลดความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรค หัวใจพร้อมทั้งยังช่วยแก้ไขภาวะหัวใจล้มเหลวได้อีกด้วย และเราสามารถเสริมแอลคาร์นิทีนในชีวิตประจำวันได้ไม่ยากจากการทานอาหารจำพวก เนื้อสัตว์, เนื้อแดง และนมเพียงเท่านี้เราก็มีแอลคาร์นิทีนเพิ่มขึ้นในร่างกายได้แล้วล่ะ แต่เราก็ไม่ควรฝากความหวังในการที่อยากมีหุ่นที่ดีเอาไว้กับแอลคาร์นิที นเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเพราะมันไม่ใช่ยาวิเศษมาจากไหน โดยเราควรที่จะทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ควบคู่กับการออกกำลังกายไปด้วยเพื่อให้ร่างกายได้ใช้พลังงานไปอย่าง เหมาะสมและความแข็งแกร่งของร่างกายที่เอาไว้ต่อสู้กับโรคภัยต่างๆ

อย่าง ไรก็ดีเราไม่ควรที่จะทานอาหารเสริมที่มีแอลคาร์นิทีนมากจนเกินไปเนื่องจาก อาหารที่เราทานเข้าไปในชีวิตประจำวันนั้นบางอย่างก็มีส่วนผสมของแอลคาร์นิที นผสมปะปนอยู่มาในรูปแบบของธรรมชาติอยู่แล้ว และหากว่าร่างกายของเราได้รับเอาเจ้าแอลคาร์นิทีนมากเกินกว่า 6 กรัมต่อวันแล้วล่ะก็มันจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี โดยอาจทำให้ร่างกายของเรานั้นมันเกิดอาการบวม, เป็นตะคริว, ท้องเสีย, คลื่นไส้อาเจียน รวมทั้งผลข้างเคียงอย่างความอยากอาหารมากขึ้น, มีกลิ่นตัว และเกิดอาการผื่นแดง นอกจากนี้ผู้ที่มีอาการแพ้ต่ออาหารโปรตีนจำพวกไข่, นม และข้าวสาลีก็ไม่ควรทานผลิตภัณฑ์เสริมแอลคาร์นิทีนอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต รวมไปจนถึงเด็กที่มีอายุไม่ถึง 2 ขวบ ตลอดจนสตรีมีครรภ์ก็ควรหลีกเลี่ยงแต่หากจำเป็นก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของ แพทย์

นอกจากการดื่มชาเขียวจะเป็นการช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังมีจุดขายอยู่ตรงที่มีสารสำคัญในใบชาเขียวกลุ่มโพลิฟีนอล ซึ่งเรียกว่า เคทิชิน (Catechins) ที่จะทำหน้าที่คอยดักจับอนุมูลอิสระพร้อมกับขัดขวางการก่อให้เกิดปฏิกิริยา ออกซิเดชั่นภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นชาเขียวจังถูกเชิดชูให้เป็นเครื่องดื่มต้านโรคภัยร้ายต่างๆ อย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดในหัวใจ, โรคมะเร็ง และโรคความดันโลหิตสูง จากการวิจัยได้มีการค้นพบว่าชาเขียวยังมีความสามารถในการช่วยลดระดับไขมัน ได้ทั้งในผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูงหรือว่าปกติดีก็ตาม โดยที่สารกลุ่มโพลิฟีนอลจะเป็นตัวออกฤทธิ์นั่นเอง ขณะเดียวกันนั้นการทานชาเขียวสกัดติดต่อกันเป็นเวลายาวนานในคนที่มีไขมันใน เลือดสูงนั้นมันสามารถช่วยลดไขมันในเลือดลงได้แถมยังส่งผลดีต่อความดันของ โลหิตอีกด้วย

นอกจากนี้ชาเขียวสกัดยังเป็นสารอาหารจากธรรมชาติที่ สามารถช่วยให้หุ่นเพรียวลมได้จริงและปลอดภัย โดยจากการวิจัยนั้นให้กลุ่มตัวอย่างทานชาเขียวสกัดวันละ 1,500 มิลลิกรัมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน 3 เดือนผลออกมาปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างดังกล่าวมีน้ำหนักตัวที่ลดลงเฉลี่ยรวมที่ 4.6% (3.5 กิโลกรัม) ขณะที่รอบเอวก็ลดลงไปเช่นกันที่ 4.48% (1.6 นิ้ว) ขณะที่การศึกษานี้ยังสรุปได้ถึงกลไกการทำงานของชาเขียวสกัดในการลดน้ำหนัก ได้ว่าเป็นการช่วยยับยั้งเอนไซม์ไลเปสทั้งจากทางกระเพาะอาหารและตับอ่อนของ เราเอง ทำให้การย่อยไขมันลดลงไปในตัว และส่งผลให้ไขมันดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลงควบคู่ไปกับการลดการสะสม ไขมันใหม่ได้อีกด้วย รวมทั้งชาเขียวสกัดยังช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญภายในร่างกายของเราได้เป็น อย่างดีด้วยการเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ที่จะไปทำลาย Norepinephrine (NA)

ทำ ให้ NA อยู่ในร่างกายและสามารถออกฤทธิ์ได้นานยิ่งขึ้นจนส่งผลให้การเผาผลาญไขมันภาย ในร่างกายได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง แม้ปัจจุบันนี้จะมีผลิตภัณฑ์ชาเขียวสกัดออกมาจำหน่ายให้เราได้เลือกซื้อ เลือกหาไปทานกันหลากหลายรูปแบบ แต่สิ่งที่สำคัญในการเลือกซื้อชาเขียวสกัดนั้นให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้ความ เข้มข้นของชาเขียวสูงเพียงพอต่อการดูแลสุขภาพของเรา โดยอย่าไปหลงเชื่อผลิตภัณฑ์ชาเขียวบางยี่ห้อที่ชักแม่น้ำทั้งห้ามาบรรยาย สรรพคุณที่เกินไปทั้งที่จริงมีสารสกัดชาเขียวน้อยนิดเดียวเอง ขณะเดียวกันนั้นก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์ชาเขียวสกัดจากโรงงานที่ผลิตได้มาตรฐาน และเชื่อถือได้ ส่วนขนาดการทานเพื่อดูแลสุขภาพของเราในแต่ละวันนั้นให้ทานชาเขียวสกัด 750 – 1,500 มิลลิกรัมก็เพียงพอ