Archives

แม้ว่าอาการซึมเศร้าเหงาหงอยมักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนดูเหมือนเป็นเรื่อง ธรรมดา แต่ว่าอย่าชะล่าใจไปมากนักจนปล่อยให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าขึ้นมาเชียวล่ะ จริงอยู่ว่าที่ทุกคนอาจต้องผจญกับโรคนี้บ้างในช่วงหนึ่งช่วงใดของชีวิตจนบาง คนคิดว่าทิ้งเอาไว้สักพักมันก็จะสามารถหายไปได้เอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญทำให้ผู้ป่วยมากถึง 80% ที่ไม่เข้ามาพบแพทย์ในเวลาอันควร เช่นเดียวกับอีก 60% ที่ไม่เคยเข้ารับการรักษา นอกจากนี้ยังมี 54% ที่มีความเชื่อผิดๆ อีกว่าโรคซึมเศร้าเป็นความอ่อนแอทางร่างกายและจิตใจของแต่ละคนเท่านั้นเอง แท้จริงแล้วนั้นโรคซึมเศร้ามันเกิดได้จากหลากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นทางร่าง กาย, จิตใจ, สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมันเกิดขึ้นจากการสูญเสียสิ่งสำคัญบางอย่างไปในชีวิตอาทิเช่นคนที่คุณรัก เสียชีวิต, ตกงาน และการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกะทันหันเช่นย้ายบ้าน, การใช้สารเสพติด, ปัญหาทางด้านสุขภาพและการเงิน, ภาวะมีบุตรยากหรือวัยทอง ซึ่งผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายถึง 70% และมักเกิดขึ้นเมื่ออายุราว 32 ปี เมื่อเราพบเจอเข้ากับสิ่งเหล่านี้จนทำให้ฟังก์ชั่นของชีวิตเสียหายและหดหู่ ท้อแท้ใจในชีวิตหรือเปรียบเสมือนชีวิตไร้ค่าขึ้นมาแล้วล่ะก็ควรที่จะต้องรีบ หาคนคุยด้วยเพื่อเป็นกำลังใจหรือจะให้ดีควรไปปรึกษาจิตแพทย์เพื่อทำการรักษา อาการต่างๆ ให้ได้กลับมาใช้ชีวิตดังเดิม

สำหรับอาการของโรคซึมเศร้า นั้นเราสังเกตได้ไม่ยากจากที่ผู้ป่วยมักจะมีอาการมากกว่าครึ่งหนึ่งของอาการ เหล่านี้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ โดยอาการต่างๆ ที่ให้เราสังเกตนั่นก็ไล่ไปตั้งแต่รู้สึกอ่อนเพลีย, รู้สึกเศร้า วิตกกังวลหรือว่างเปล่าอย่างต่อเนื่อง, รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังเหมือนตัวเองเป็นคนไร้ค่า, หมดความสนใจในกิจกรรมต่างๆ, เบื่ออาหารนานจนผิดสังเกต, นอนน้อยเกินไปหรือนอนมากเกินไป, ไม่มีสมาธิหรือตัดสินใจในเรื่องต่างๆ , รู้สึกรำคาญและอยู่ไม่สุข, มีปัญหาทางร่างกายที่ไม่ทราบสาเหตุทั้งปวดศีรษะหรือปวดท้อง และคิดฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ดีคนที่เป็นโรคซึมเศร้า

อาจแสดงอาการที่แตกต่างกันออกไปใน แต่ละคนเมื่อเราพบว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าก็ควรเข้ารับการรักษาเพื่อที่จะ ได้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งมีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยถึง 41% ที่รู้สึกอายที่จะต้องเข้ารับการรักษาทางจิต เราควรเข้าใจว่าโรคซึมเศร้าไม่ใช่ความผิดของเราและเข้ารับการรักษาอย่างถูก ต้องดีกว่าปล่อยมันทิ้งเอาไว้ให้เป็นอันตรายจนถึงขึ้นเสียชีวิตได้ ซึ่งจากผลการศึกษาเดียวกันนี้มีผู้ป่วยจำนวนถึง 15% ที่จบชีวิตตนเองลงด้วยการฆ่าตัวตาย ดังนั้นมันจึงจำเป็นไม่น้อยที่เราควรสอดส่องคนใกล้ชิดว่าเข้าข่ายอาการดัง กล่าวมากน้อยขนาดไหนเพื่อที่จะพาไปพบแพทย์ให้วินิจฉัยได้ทันท่วงที

จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าผนวกเข้ากับนวัตกรรมอันล้ำสมัยทำให้ปัจจุบันนี้ มีสารสกัดจากงาดำออกมาจำหน่ายให้เลือกซื้อเลือกหากันหลากหลายในรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ โดยสารสกัดจากงาดำ (Sesamin) มีฤทธิ์ในการลดอาการอักเสบทุกชนิดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังปิดกั้นการลุกลามของโรคร้าย ดังนั้นมันจึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งต่อผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพกันอย่างเป็น พิเศษอาทิเช่นข้อเสื่อม, ข้ออักเสบ, กระดูกพรุน, เบาหวาน, ความดัน, ตับแข็ง, ปอดอักเสบ และโรคมะเร็ง

งาดำนั้นมันจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในยา วิเศษที่สามารถแก้ได้สารพัดโรคก็ว่าได้ยกเว้นความตายเท่านั้น โดยงาดำอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี1, วิตามินบี2, วิตามินบี3, วิตามินบี5, วิตามินบี6, วิตามินบี9, ฟอสฟอรัส, แมกนีเซียม, สังกะสี, แคลเซียม, โพแทสเซียม, เหล็ก และโซเดียม รวมทั้งยังสามารถบำรุงร่างกายของเราได้ไปแทบทุกสัดส่วนไล่ไปตั้งแต่ผม, ผิวพรรณ, กระดูก, เล็บ, ระบบขับถ่าย รวมไปถึงการบำรุงหัวใจ ทำให้เหมาะกับทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะสตรีที่จะก้าวเข้าสู่วัยทองเพื่องาดำจะ ช่วยป้องกันภาวะโรคกระดูกพรุนได้ผลอย่างดิบดี สำหรับท่านที่ต้องการทานงาดำนั้นเราก็มีคำแนะนำในการเลือกซื้อมาฝากกันด้วย การเลือกซื้องาดำที่สะอาดไม่มีสิ่งสกปรกเจือปน และไม่ควรซื้องาดำตามร้านขายของชำที่แบ่งขายเพราะอาจเสี่ยงต่อมูลแมลงสาบและ แมลงอื่นๆ ขณะเดียวกันท่านก็ไม่ควรซื้องาดำบดสำเร็จเนื่องจากอาจมีเชื้อราติดมาด้วย และเมื่อซื้อมาแล้วควรเก็บใส่ขวดปิดฝามิดชิดเพื่อกันกลิ่นเหม็นหืนนั่นเอง ทางด้านสรรพคุณของสารสกัดจากงาดำที่เด่นชัดนั้นก็คือมีสารต้านอนุมูลอิสระ สูง

และช่วยลดคอเลสเตอรอลทั้งทางด้านการยับยั้งการสังเคราะห์ตลอดจน การดูดซึมคอเลสเตอรอล เช่นเดียวกับการช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญไขมันและช่วยลดไขมันในเลือดได้ เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยเสริมเพิ่มประสิทธิภาพของวิตามินอีได้มากขึ้นถึง 10 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะนำไปต่อยอดพัฒนาเป็นเครื่องสำอางส่วนในเรื่อง ของความสวยความงามนั้นสารสกัดจากงาดำทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งดูมีน้ำมีนวล พร้อมช่วยลดริ้วรอยที่มาก่อนวัยอันควร รวมทั้งยังซ่อมแซมและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง เช่นเดียวกับการช่วยป้องกันผมหงอกและชะลอความแก่พร้อมคงความอ่อนเยาว์ให้เรา อยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันนั้นมันก็ยังขึ้นชื่อในเรื่องช่วยป้องกันโรคเหน็บชาและป้องกัน กระดูกพรุน รวมทั้งยังช่วยบำรุงระบบสมองพร้อมป้องกันการเสื่อมของเซลล์ในระบบประสาท นอกจากนี้ยังช่วยให้เรามีความกระปรี้กระเปร่าและนอนหลับสบายได้อีกด้วย

ปัจจุบันนี้คงมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ได้ยินชื่อของสารสกัดอาหารเสริม อย่างโคเอนไซม์คิวเทนที่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของบรรดาครีมบำรุงผิวพรรณ ต่างๆ อย่างมากมาย และคงสงสัยไม่ใช่น้อยว่าเจ้าสารนี้มันเป็นเช่นไรกัน ดังนั้นวันนี้เราจึงมาคลายความข้องใจกันว่าโคเอนไซม์คิวเทน ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า “โคคิวเทน” เป็นสารอาหารที่เปรียบเสมือนวิตามินที่สามารถละลายน้ำได้ดีในไขมัน รวมทั้งสารอาหารชนิดนี้ยังเป็นที่จำเป็นต่อร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า โดยสารอาหารตัวนี้มีความสำคัญอย่างมากในการสร้างพลังงานขั้นพื้นฐานให้แก่ ทุกเซลล์ทั่วทั้งร่างกาย ดังนั้นหากเราได้รับสารตัวนี้ไม่เพียงพอก็จะทำให้เซลล์ทำงานผิดปกติจนเป็น สาเหตุของอาการเจ็บป่วยต่างๆ ทางด้านสรรพคุณของโคเอนไซม์คิวเทนนั้น มันช่วยให้หัวใจของเราแข็งแรงหากได้รับในปริมาณที่เพียงพอก็เหมือนเป็นการ ชาร์จพลังให้เซลล์เต็มตลอดเวลาจึงเป็นผลดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

พร้อมลดความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว ขณะเดียวกันนั้นมันก็ช่วยให้เราสดชื่นมีชีวิตชีวาไม่อ่อนล้าจากการที่เซลล์ เป็นล้านๆ ภายในร่างกายของเรานั้นมันได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ นอกจากนี้อีกหนึ่งสรรพคุณที่ทุกคนต่างโหยหานั่นก็คือช่วยชะลอความแก่จากการ ที่มันนั้นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง และหากจะให้เห็นผลดีมากยิ่งขึ้นแล้วล่ะก็ขอแนะนำให้ทานควบคู่กันไปกับ วิตามินอีเพียงเท่านี้ก็จะมีเซลล์พลังงานที่เพียงพอต่อชะลอความแก่ไปได้เยอะ แม้ว่าร่างกายของเรานั้นมันสามารถที่จะสร้างโคเอนไซม์คิวเทนขึ้นได้เองแต่ก็ ต้องใช้กระบวนการสร้างอย่างซับซ้อนหลากหลายขั้นตอนทั้งยังต้องอาศัยวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ อย่างมากมาย ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่จึงมักจะมีโคเอนไซม์คิวเทนไม่เพียงพอต่อความต้องการของ ร่างกาย

และที่สำคัญนั้นเมื่อเราอายุก้าวเข้าสู่หลัก 2 การสร้างสารตัวนี้ก็จะลดลง แล้วเมื่อขยับเข้าใกล้หลัก 4 แล้วล่ะก็จะลดลงอย่างมากจนเห็นได้เด่นชัดว่าดูมีอายุมากขึ้น ขณะเดียวกันนั้นก็อย่าลืมว่าการทานยาลดไขมันกลุ่มที่ลงท้ายว่า Statin นั้นมันจะทำให้โคเอนไซม์คิวเทนภายในร่างกายของเราถูกทำลายลงไปด้วย สำหรับปริมาณที่แนะนำให้ทานโคเอนไซม์คิวเทนเป็นอาหารเสริมนั้นอยู่ที่วันละ 30-100 มิลลิกรัม แต่หากต้องการใช้เป็นยารักษาโรคก็ควรทานมากกว่านี้ด้วยการแบ่งออกเป็น 2-3 มื้อต่อวันและอยู่ภายในการควบคุมของแพทย์ เช่นเดียวกับผู้ที่ทานยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือดควรปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากสารตัวนี้จะไปบั่นทอนฤทธิ์ยาลง ขณะที่หากทานมากจนเกินไปก็อาจจะมีอาการทางด้านระบบทางเดินอาหารอาทิเช่นท้อง เสีย, แสบร้อนในอก, คลื่นไส้ และไม่สบายท้อง

จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำนำสมัยรวมไปถึงแฟชั่นสมัยใหม่ๆ ทำให้สาวๆ สามารถแต่งตัวให้สวยงามได้ตามฤดูกาล แม้ว่าสาวท่านใดที่กำลังตั้งท้องอยู่ก็ไม่ต้องหดหู่กันไป เมื่อในยุคนี้มีแฟชั่นสวยๆ ออกมาให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ได้เลือกซื้อเลือกหาไปใส่กันได้อย่างงดงาม ไม่น้อยไปกว่าตอนไม่ท้องเลยล่ะ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีแฟชั่นเก๋ๆ ที่จะมาแนะนำสำหรับคุณแม่ท้องให้ได้แต่งสวยกันในช่วงซัมเมอร์ ประเดิมกันด้วยแม็กซี่เดรส ซึ่งเป็นชุดที่มีรูปแบบใกล้เคียงกับชุดคลุมท้องมากที่สุด แต่ว่ามีมากมายหลายสไตล์ให้ได้เลือกหากันมากกว่า ที่ผลิตด้วยผ้าบางเบาจนสวมใส่ได้อย่างสบายพร้อมทั้งยังเหมาะสำหรับทุกโอกาส อีกด้วย นอกจากนี้หากจะสวมใส่ร่วมกับรองเท้าผ้าใบ, รองเท้าแตะ และรองเท้าสวยๆ ที่มีส้นเล็กๆ ก็เข้ากันได้อย่างดิบดี

ขณะที่กางเกง เลกกิ้งก็สวมใส่ได้สบายไม่แพ้กัน เนื่องจากเป็นผ้ายืดที่สามารถคลุมท้องรองรับการที่เจ้าตัวน้อยเติบโตขึ้นทุก วันได้อย่างไร้ปัญหา รวมทั้งยังให้ความคล่องตัวได้เป็นอย่างดีจากการที่เป็นกางเกงพอดีตัวนั่นเอง นอกจากนี้ก็ยังสามารถสวมใส่ได้กับเสื้อหลากสไตล์ แต่หากจะให้ดีแล้วล่ะก็ขอแนะนำให้ใส่กับเสื้อตัวหลวมๆ น่ารักๆ ก็จะเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยทีเดียว แถมเนื้อผ้าก็บางเบาระบายอากาศได้ดีในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ แต่หากเบื่อที่จะใส่ทั้งแม็กซี่เดรสและกางเกงเลกกิ้งแล้วล่ะก็ขอแนะนำให้ กลับไปสวมใส่ชุดคลุมท้องเหมือนเดิม แต่ว่าให้มองหาเอาชุดคลุมท้องที่ออกแนวน่ารักๆ สีสันสดใสรับลมร้อน ซึ่งมีขายกันมากมายตามร้านเสื้อผ้าสำหรับคนท้อง แต่ถ้าไม่มีเวลาเดินตระเวนหาก็ลองเสิร์ชดูในอินเทอร์เน็ตเอาก็ได้

แล้ว ลองนำมาเปรียบเทียบราคาและคุณภาพจนได้ร้านที่ถูกใจก็ให้สมัครเป็นสมาชิกเอา ไว้เผื่อได้ส่วนลดบ้างในการซื้อครั้งต่อไปอย่างไรก็ดีรองเท้าก็ยังเป็นสิ่ง ที่สำคัญเป็นอย่างมากสำหรับคนท้อง เนื่องจากช่วงที่เราตั้งครรภ์นั้นน้ำหนักตัวของคุณแม่จะเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย กว่า 10 กิโลกรัมเลยทีเดียว ดังนั้นมันจึงจำเป็นไม่น้อยที่ต้องหารองเท้าที่สวมใส่สบายและรองรับน้ำหนัก ตัวเราได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันนั้นก็ควรเลือกรองเท้าส้นเตี้ยเอาไว้ก่อนเพื่อป้องกันการสะดุด ล้มหรืออาการปวดหลังที่จะตามมา นอกจากนี้ก็อย่าลืมเลือกรองเท้าที่ออกแบบมาให้กว้างเพราะตามธรรมชาติเท้าของ คุณแม่ท้องจะบวมขึ้นเล็กน้อยหรือจะเลือกหาจากร้านค้าที่จำหน่ายเสื้อผ้า สำหรับคนท้องก็ไม่เลว และแนะนำให้เลือกสีแจ่มๆ สดใสให้รับกับซัมเมอร์ด้วย

เมื่อฤดูร้อนเวียนมาถึงเราต้องคำนึงเรื่องของโรคระบาดที่เกี่ยวกับระบบ ทางเดินอาหารที่พบบ่อยไม่ว่าจะเป็นท้องเสีย, อาหารเป็นพิษ และบิด ซึ่งมีสาเหตุจากการทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียทั้งจากอาหารที่ทำเอา ไว้นานแล้ว รวมไปถึงอาหารที่ไม่ได้เก็บแช่เอาไว้ในตู้เย็น ดังนั้นในช่วงหน้าร้อนจึงไม่สมควรที่จะทานอาหารประเภทสุกๆ ดิบๆ ตลอดจนอาหารทอดและอาหารมัน รวมไปถึงแกงที่ใส่กะทิ และหันมาเน้นอาหารที่ปรุงสุกใหม่เพื่อป้องกันการรับเชื้อโรค

สำหรับ เมนูที่ภูมิใจนำเสนอรับซัมเมอร์นั้นก็เป็นมะระตุ๋นหรือแกงจืดมะระ โดยเป็นเมนูที่ทานแล้วดับร้อนได้อย่างดิบดีเนื่องจากมะระเป็นผักที่มีไขมัน ต่ำ, ย่อยง่าย และมีฤทธิ์ทางยาอันโดดเด่นในเรื่องระบายความร้อนภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่เมนูนี้จะมีความนิยมเป็นอันดับหนึ่งในอาหารที่ดับ ร้อนได้ดีที่สุด ส่วนรองลงมาก็ได้แก่ผัดบวบนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ต้องระมัดระวังกันให้เป็นพิเศษในเรื่องการผัดที่ไม่ ควรใส่น้ำมันให้มันมากจนเกินไป และทั้งสองเมนูที่เราเอามาแนะนำนั้นมันต่างเป็นอาหารที่มีน้ำและผักเป็นส่วน ประกอบหลัก ซึ่งมีดีอยู่ตรงที่ช่วยแก้กระหายและอาการร้อนได้ในเป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียว ขณะที่เครื่องดื่มไทยๆ ที่คลายร้อนได้เป็นอย่างดีก็ต้องยกให้น้ำตะไคร้ ซึ่งช่วยขับเหงื่อ, น้ำมะนาว ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสดชื่นพร้อมทั้งความกระปรี้กระเปร่า, น้ำมะตูม ซึ่งเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตติดอันดับในหน้าร้อนมาแต่โบราณกาล โดยนอกเหนือจากจะมีกลิ่นที่หอมชื่นใจแล้วนั้น

มันยังสามารถช่วยแก้ กระหายได้ด้วยเช่นกันอย่างไรก็ดีหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว แล้วล่ะก็ขอแนะนำให้ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้ว่าจะไม่รู้สึกกระหายน้ำเลยก็ตาม โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในหน้าร้อนนั้นมันก็คือ อยู่ที่ 1.5-2 ลิตรต่อวัน นอกจากนี้ในช่วงฤดูร้อนยังต้องให้ความดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นพิเศษเนื่อง จากมีประสาทรับรู้ที่ช้ากว่าหนุ่มสาว ซึ่งส่งผลให้การรับรู้ในเรื่องของการกระหายน้ำนั้นช้าตามลงไปด้วย ดังนั้นบุตรหลานทั้งหลายจึงควรที่จะให้การดูแลเรื่องการดื่มน้ำหรืออุณหภูมิ สถานที่อยู่ของท่านให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกไม่ให้มันร้อนอบอ้าวเพื่อความ ปลอดภัย อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะเข้าสู่ฤดูกาลไหนก็ตามทั้งหน้าร้อน, หน้าฝน และหน้าหนาวก็ต่างต้องเตรียมร่างกายของเราเอาไว้ให้พร้อมอย่างสม่ำเสมอก็ ย่อมที่จะให้ความสดใสและมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ

ชั่วโมงนี้สีสันที่มันมาแรงขั้นอินเทรนด์สุดๆ คงหนีไม่พ้นสีม่วงกล้วยไม้ (Radiant Orchid) ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นสีแห่งปี 2014 ที่เบียดเอาทุกสีหลุดโลกของแฟชั่นกันแบบไม่เห็นฝุ่น เมื่อมาแรงแซงทางโค้งขนาดนี้มีหรือที่เราจะพลาดเกาะกระแสให้อินเทรนด์ ดังนั้นวันนี้เราจึงขอแนะนำแฟชั่นการแต่งตัวให้จี๊ดจ๊าดเปรี้ยวเข็ดฟันกันไป ด้วยสีม่วงกล้วยไม้

แม้เดิมทีสีม่วงจะเป็นสีที่ใช้กันในหมู่ไฮโซจึงดู หรูหราอลังการ รวมทั้งยังมักเห็นตรงกันว่าสีม่วงเข้มๆ อย่างสีม่วงกล้วยไม้นั้นมันเป็นสีปราบเซียนเลยก็ว่าได้ ซึ่งลำบากไม่น้อยที่จะหาเสื้อผ้าและเครื่องประดับให้เข้ากับสีนี้ แต่นาทีนี้คงต้องเปลี่ยนความคิดกันใหม่ว่าสีม่วงเหมาะกับทุกเพศทุกวัย โดยเพียงแค่ต้องใช้เซนส์และรสนิยมในการเลือกเสื้อผ้า รวมไปถึงเครื่องประดับให้เข้าชุดกันได้อย่างลงตัว หากสาวท่านใดปรารถนาแต่งหน้าด้วยโทนสีม่วงกล้วยไม้แล้วล่ะก็ขอแนะนำว่าควร เริ่มจากการกรีดอายไลน์เนอร์สีม่วงเข้มให้ตาเฉียบคม แล้วจึงค่อยปัดอายแชโดว์สีม่วงกล้วยไม้ผสมด้วยสีชมพูเบาๆ บริเวณมุมตาต้านในให้ไล่เฉดขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงเปลือกตา และหากอยากแต่งสโมกกี้อายก็ให้ใช้อายแชโดว์สีม่วงเข้มปัดที่หางตาให้ฟุ้งๆ อีกสักนิดนึง ซึ่งเพียงเท่านี้ก็ช่วยให้สวยโฉบเฉี่ยวเปรี้ยวซ่าแล้วล่ะจ้า การทาปากด้วยสีม่วงให้สวยเป๊ะนั้นมันก็ไม่ยาก โดยทาลิปสติกสีม่วงกล้วยไม้พร้อมกับลดโทนสีส่วนอื่นบนใบหน้าให้มันดูนุ่มนวล ไม่หวือหวามากจนเกินไปเพื่อให้เห็นสีปากอย่างเด่นชัด แต่ก่อนทาลิปสติกต้องลงลิปไพรเมอร์และวาดขอบปาก แล้วจึงค่อยลงลิปสติกเพื่อให้ได้มาซึ่งริมฝีปากเรียบเนียนไร้ที่ติ

ขณะ ที่สีเล็บกับโทนการแต่งตัวนั้นมันก็ต้องเข้ากันด้วย โดยทาสีเล็บด้วยสีที่อินเทรนด์อย่างสีม่วงกล้วยไม้ก็ดูเก๋ไก๋ไปอีกแบบแอบแฝง ไว้ด้วยความเปรี้ยว สมัยนี้การย้อมสีผมนั้นมันเป็นเรื่องธรรดา และกลายเป็นแฟชั่นกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหากเราอยากเกิดเริดกว่าเพื่อนด้วยผมโทนสีอินเทรนด์อย่างสีม่วงกล้วย ไม้ก็คงสร้างความโดดเด่นเห็นได้ชัดเจน แต่หากอยากจะเจิดแบบฝุดๆ แล้วล่ะก็ขอแนะนำให้ทำไฮไลท์ผมเป็นสีม่วงกล้วยไม้หรือจะดิพดายแฮร์ (Dip-Dye-Hair) ให้ดูเป็นลุกซุกซนปนแสบซ่าก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างไรก็ดีการแต่งลุคนี้ให้เจิดจรัสกันสุดๆ ควรต้องไล่โทนสีม่วงให้กลมกลืนอย่างลงตัว โดยอย่าแต่งหน้า, ทาเล็บ และสวมเสื้อผ้าด้วยสีม่วงโทนเดียวกันมันจะกลายเป็นลุคคุณป้าแล้วจะหาว่าไม่ เตือน

ส่วนใหญ่แล้วนั้นแต่วันวันของเรามักหมดไปกับการทำงาน และหากเรามีอาการเบื่องานหรือซึมเศร้ามันก็จะทำเอาให้เราทำงานปราศจากความ สุข ดังนั้นวันนี้เราจึงมีทริคดีๆ ที่จะช่วยปลุกพลังบวกกายใจให้สดใสในทุกวันทำงานมาฝากกัน ซึ่งนั่นก็เป็นการสร้างพลังบวกให้เกิดความสุขอย่างง่ายดายผ่านอายาตนะทั้ง 5 อันประกอบไปด้วยตา, หู, จมูก, ลิ้น และกายนั่นเอง

แน่นอนว่าในแต่ละ วันนั้นตาของเราย่อมมีสิ่งต่างๆ ผ่านเข้ามาให้ได้พบเห็น และหากเราเลือกเป็นมันก็จะสร้างพลังบวกให้กับตัวเราไม่ว่าจะเป็นการมองความ น่ารักสดใสของเด็กๆ และมองต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวขจี นอกจากนี้ดอกไม้ที่เบ่งบานก็สร้างความสุขใจให้เราได้ ซึ่งผิดกับที่เรามองแต่เรื่องลบอย่างเช่นคนหน้าตาบูดบึ้ง, ข่าวเครียดตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือทีวี และคนทะเลาะเบาะแว้งกัน ขณะที่หูก็ให้เลือกฟังแต่สิ่งที่สร้างความเบิกบานใจอาทิเช่นเพลงจังหวะเร็ว เพื่อกระตุ้นให้กระชุ่มกระชวย, เพลงบรรเลงที่ช่วยให้ผ่อนคลายกายใจ รวมไปถึงเพลงที่มีความหมายดีๆ ตลอดจนคำพูดหรือคำชมในการสร้างกำลังใจให้กับตัวเองและผู้อื่นก็สร้างพลังบวก ให้ได้เช่นเดียวกันแต่หากมีคำพูดไม่ดีมาเข้าหูให้ไม่ชอบใจก็ปล่อยมันทิ้งไป พร้อมให้เรียกพลังบวกกลับมาทันที ขณะเดียวกันจมูกของเรานั้นมันก็ได้รับกลิ่นต่างๆ นาๆ ในแต่ละวัน และหากเราเลือกรับแต่กลิ่นหอมๆ ทั้งน้ำหอม, ยาสระผม, แป้ง โดยกลิ่นหอมรอบกายนั้นมันทำให้จิตใจของเราเบิกบานได้ไม่น้อย เช่นเดียวกับคอกาแฟทั้งหลายที่ได้กลิ่นหอมของกาแฟก็จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า นอกจากนี้สเปรย์ปรับอากาศกลิ่นหอมอ่อนๆ ในออฟฟิศก็ช่วยสร้างบรรยากาศในการทำงานได้อย่างมีความสุข ทางด้านลิ้นของเราก็ได้รับรสหลากหลายจากการทานอาหารในแต่ละวัน

และหาก เราได้ทานอาหารที่เราชอบด้วยความเอร็ดอร่อยมันก็สร้างความสุขให้เราได้ เหมือนกัน เช่นเดียวกับอาหารที่มีคุณภาพ, อร่อย และสะอาดก็สามารถทำให้เราสุขใจและได้สุขภาพที่แข็งแรงสำหรับทางด้านกายนั้น การได้สัมผัสทางผิวหนังอย่างการที่เราได้อยู่ในบรรยากาศโล่ง โปร่ง เย็นสบายก็จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย เช่นเดียวกับการจัดโต๊ะทำงานให้เข้าที่เข้าทางพร้อมทั้งหาของนุ่มๆ อย่างตุ๊กตาหรือหมอนอิงมาไว้กอดและสัมผัสในออฟฟิศก็ช่วยสร้างความสุขใจในการ ทำงานได้เช่นกัน ตลอดไปจนถึงการสัมผัสที่อ่อนโยนกับเพื่อนทั้งการสวมกอดให้กำลังใจกันหรือจับ มือเท่านี้ก็ถือว่าเป็นการเติมกำลังใจให้กันได้เป็นอย่างดีที่ต่างฝ่ายต่าง มีความสุข นอกจากนี้การออกกำลังกายและได้ยืดเส้นยืดสายบ้างก็ช่วยให้เกิดพลังบวกต่อ สมองของเราให้แจ่มใส รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่จะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย

สภาพความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน รวมไปถึงวิถีการใช้ชีวิตที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ทำให้พวกเราชาวไทยพากันป่วยด้วยโรคติดต่อไม่เรื้อรังกันมากขึ้นแถมยังมีอายุ น้อยลงไปเรื่อยๆ นอกจากนี้แต่ละปีคนในบ้านเรายังเอาชีวิตไปทิ้งกับโรคติดต่อไม่เรื้อรังอย่าง เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง, โรคมะเร็ง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโรคที่ฮอตฮิตที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่โรคความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง ดังนั้นวันนี้เราจึงมีคำแนะนำให้ปรับพฤติกรรมเพื่อห่างจากโรคไม่ติดต่อ เรื้อรังมาฝากกัน

คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยคุ้นเคยกับความหิว เมื่อได้กินแต่ละทีก็จัดหนักจัดเต็มกันจนกว่าจะมารู้ตัวอีกทีมันก็เป็นการ กินที่อิ่มมากจนเกินไป ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นตอของการเกิดโรคไม่เรื้อรังตามมา ดังนั้นเราจึงควรกะปริมาณในแต่ละมื้อให้กินพออิ่มท้องก็พอแล้ว ขณะเดียวกันนั้นอาหารที่มันก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ จึงไม่ควรที่จะกินบ่อยๆ และหากจะให้ดีและมีเวลาก็ควรที่จะเลือกซื้อเลือกหาอาหารมาทำกินเองด้วยการ ใช้วิธีอบหรือนึ่ง ซึ่งจะดีกว่าทอดอย่างแน่นอน

แม้ว่าจะมีการรายงาน ออกมาว่าคนผมป่วยด้วยโรคติดต่อไม่เรื้อรังน้อยกว่าคนอ้วน แต่นั่นมันก็ไม่ได้หมายความว่าวันนี้เราผอมแล้ววันหน้าจะไม่อ้วน ดังนั้นพฤติกรรมการกินและการเลือกอาหาร รวมไปถึงการออกกำลังกายจึงเป็นหัวใจที่ทำให้เราผอม แต่หากเราเป็นคนผอมแล้วยังมีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างการดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบ บุหรี่เป็นประจำก็ทำให้มีโอกาสที่จะป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้สูงเลย ทีเดียว นอกจากนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขก็มีนโยบายส่งเสริมให้ออกกำลังกายกันไม่น้อย กว่าสัปดาห์ละ 150 นาที เนื่องจากมีรายงานระบุว่าการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาทีมันมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นภายในแต่ละสัปดาห์เราจึงควรหมั่นหาเวลาออกกำลังกายสะสมไปให้ได้ทุก วันจนไม่น้อยกว่า 150 นาที ซึ่งเราอาจออกกำลังกายวันนี้สักหนึ่งชั่วโมง แล้วหยุดพักไปสักวันจึงค่อยกลับมาออกกำลังกายใหม่ให้ได้อีก 30 นาที และค่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ ในวันถัดไปให้ได้จนครบ 150 นาทีก็ถือว่าไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดเมื่อเราได้ทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่า พฤติกรรมในการใช้ชีวิตแต่ละวันนั้นมันเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพของ เราโดยตรง ดังนั้นหากเราอยากมีสุขภาพดีตลอดชีวิตก็ต้องรู้จักเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้ กับตัวเองตั้งแต่วันนี้

แน่นอนว่าอาการอกหักนั้นมันช่างยากที่จะอดระบายออกมาไม่ไหว และยิ่งในยุคนี้ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย ส่วนใหญ่ก็มักจะไประบายความในใจผ่านการโพสต์บนเฟซบุ๊ก แต่รู้หรือไม่ว่าอารมณ์อกหักของเรานั้นมันอาจทำให้เราโพสต์สิ่งต่างๆ ไปแบบไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง ทำให้บางครั้งอาจไปทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างเรากับเขาจนถึงขั้นสะบั้น ไม่เหลือแม้แต่ความเป็นเพื่อน ดังนั้นวันนี้เราจึงมีสเตตัสต้องห้ามยามอกหักมาฝากกัน

การโพสต์ถึง ความรู้สึกแย่แค่ไหนจากการที่เขาบอกเลิกนั้นมันแทนที่จะทำให้เขาเห็นอกเห็น ใจจนกลับมางอนง้อขอคืนดี แต่กลับกลายเป็นการทำให้เขาเข้าสู่โหมดป้องกันตัว แล้วค่อยๆ ถอยห่างออกไปจากชีวิตเรา เช่นเดียวกับการพร่ำพรรณาว่าคิดถึงเขามากมายเพียงใดในแทบทุกวินาทีนั้นมัน อาจเป็นไม้ตายของเราที่คิดว่าเขาจะกลับมา แต่มันอาจกลายเป็นว่าเขาจะมองเราเป็นของตายที่จะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ยามที่ ผิดหวังจากคนใหม่ อย่าคิดว่าข้อความแนวที่ว่าฉันรักคุณและอยู่ไม่ได้หากไม่มีคุณนั้นมันจะทำ ให้เขารู้สึกดี โดยการโพสต์แบบนี้จะเป็นการยิ่งทำให้เขาเลิกสนใจใยดีเราทันทีเพราะคิดว่าเรา เป็นสาวอันตรายที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อความรัก และคงจะดีไม่น้อยหากถอยออกมาไม่ต้องเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป แต่ในทางตรงกันข้ามหากคุณอยากกระตุ้นต่อมหึงหวงของเขาด้วยการเอาความรู้สึก ที่ดีในการเดทกับคนใหม่มาบรรยายนั้นมันไม่มีทางที่เขาจะติดกับดักเราอย่าง แน่นอน ซึ่งทางที่ดีควรที่จะรักษาบาดแผลในใจให้หายดีก่อนแล้วค่อยมาคิดเรื่องรัก ครั้งใหม่ การโพสต์ข้อความที่ขอให้กลับมาเป็นเหมือนดังเดิมนั้นมันก็เป็นสิ่งต้องห้าม ที่ควรจำเอาไว้ให้ดี

โดยข้อความนั้นมันจะทำให้เราดูไร้ค่าในสายตาของ เขาไปทันที โดยเฉพาะคนที่รู้สึกชัดเจนแล้วว่าจะไม่กลับมาเจอเรื่องเดิมๆ และที่สำคัญนั้นอย่าลืมว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนใจเขาได้นอกจากตัวเขาเอง นอกจากนี้ก็ไม่ควรโพสต์ข้อความแนวที่นำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ที่เต็มไปด้วย เรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับตัวเขาที่ยังวนเวียนอยู่ภายในหัวใจของเรา สำหรับสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาดเลยนั่นก็คือการไปโพสต์ข้อความบนวอลล์ เฟซบุ๊กของเพื่อนของเขาเพื่อหวังยืมมือคนอื่นแก้ไขสถานการณ์ แต่นั่นมันจะกลับกลายเป็นการทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปกว่าเดิม โดยแทนที่เพื่อนเขาจะช่วยเราให้ปรับความเข้าใจกัน แต่มันดันเป็นการเอาเพื่อนเขามาพัวพันกันแบบนี้ยิ่งทำให้เขาตัดใจห่างจากเรา ได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อถึงวันหยุดทั้งทีไม่ว่าจะเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หนำซ้ำยิ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวตามเทศกาลต่างๆ ด้วยแล้วนั้นมันยิ่งต้องจัดหนักจัดเต็มกันสักหน่อย เราก็มักจะสนุกสนานกันอย่างสุดเหวี่ยงจนทำให้เราละเลยการดูแลผิวกันเสียเป็น ส่วนใหญ่ เราไปดูกันดีกว่าว่าสิ่งที่เรานั้นมักจะพลาดดูแลผิวในช่วงวันหยุดนั้นมันมี อะไรกันบ้าง แม้ว่าเราจะมีการดื่มสังสรรค์กันบ้างเป็นบ้างครั้งในหมู่เพื่อนฝูงหรือ เพื่อนร่วมงานยามวันหยุดพักผ่อนหย่อนใจมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดเลย แต่การดื่มแอลกอฮอล์มากจนเกินไปนั้นมันจะเป็นการไปเร่งกระบวนการที่ทำให้ เกิดริ้วรอยมากยิ่งขึ้น โดยเราเห็นกันได้อย่างชัดเจนอาการเมาค้างที่มาพร้อมกับหน้าซีดเผือด รวมไปถึงตาโหลดำคล้ำจนหมดสวยกันไปหลายวันกว่าที่มันจะฟื้นตัว

ดังนั้น จึงควรควบคุมการดื่มเอาไว้แค่ 1-2 แก้วก็พอ และหากจะให้ดีนั้นควรเป็นไวน์แดง ซึ่งมีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงจนช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยได้ เป็นอย่างดี แน่นอนว่าการไปเที่ยวทั้งทีสาวๆ ก็ล้วนแล้วแต่อยากดูดีกันเป็นธรรมดา และหากท่านอยากลองผลิตภัณฑ์หรือลองทำทรีทเม้นท์ใหม่ๆ ก็ขอให้ไปลองเอาสัก 2 สัปดาห์ก่อนที่จะไปเที่ยวดีกว่าเพราะว่าอาจทำให้เกิดอาการแพ้ส่วนผสมที่ไม่ คุ้นเคย ขณะที่สาวท่านใดอยากแต่งตัวอวดผิวสวยแล้ว ก็ขอแนะนำว่าท่านที่คิดจะกำจัดขน และกำลังใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอลอยู่ควรหยุดใช้สัก 10 วันก่อนที่จะไปแว็กซ์ขนเนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมันจะไปลอกผิวชั้นบนหรือ หนังกำพร้า ซึ่งช่วยปกป้องผิวของเรา ออกจนทำให้ผิวไหม้ได้ง่ายยิ่งขึ้นเมื่อโดนแสงแดดแผดเผายิ่งเป็นแดดในบ้านเรา ไม่ต้องพูดถึงเลย

สำหรับสาวที่นอนน้อยนั้นมันมีผลวิจัยออกมาว่าคนที่ นอนหลับเต็มอิ่มจะดูดีกว่าคนที่นอนน้อย ซึ่งจะทำให้เหนื่อยและเอนไซม์ในร่างกายที่เป็นตัวช่วยผลิตไขมันนั้นจะทำงาน ได้ไม่ดี ทำให้ผิวหมองและแห้ง รวมทั้งยังเพิ่มระดับคอร์ติโซล ตลอดจนเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้การที่เราตามไปปากกันอย่างเต็มที่ในช่วงวันหยุดด้วยการประเคนขนม หวานเข้าสู่ร่างกายอย่างไม่ยั้งไม่ว่าจะเป็นทั้งไอศกรีมและน้ำแข็งใส โดยการทานน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายมากจนเกินไปนั้นมันทำให้เกิดสิวและริ้วรอย ก่อนวัยได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากน้ำตาลที่เราทานเข้าไปจะก่อให้เกิดกระบวนการไกลเคชั่นที่จะไปทำลาย เส้นใยอีลาสตินและคอลลาเจนของผิวเรา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า